5 พฤติกรรมน่าหงุดหงิดของคนไทยบนโลกออนไลน์

การใช้อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในการสำรวจของประเทศไทยครั้งนี้ 78% ของผู้เข้าร่วมยอมรับว่า มีอาการเสพติดอินเทอร์เน็ต โดยมีอัตราสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียซึ่งอยู่ที่ 67% คนไทยใช้เวลาออนไลน์ต่อวันมากที่สุดคือ 5.03 ชั่วโมง ตามมาด้วยสิงคโปร์ที่ 4.38 ชั่วโมง มาเลเซีย 4.18 ชั่วโมง และอินเดีย 3.35 ชั่วโมง

สิ่งที่ตามมาก็คือ นิสัยในการใช้อินเทอร์เน็ตที่ก่อให้เกิดความรำคาญ ซึ่งอาจมีหลายคนที่ประสบปัญหาดังกล่าว เทเลนอร์จึงได้ทำการสำรวจพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตครั้งนี้ในประเทศไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินเดีย ด้วยวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้เกี่ยวกับผู้ใช้งาน เพื่อการสร้างอนาคตที่ดีของโลกดิจิทัลสำหรับทุกคน โดยผู้เข้าร่วมกว่า 400 คนจากทั่วภูมิภาคได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาชอบและรังเกียจเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต ผลวิจัยที่ได้แสดงให้เห็นถึงระดับความอดกลั้นต่อความหยาบคาย ไปจนถึงการเซลฟี่และแชร์ในเครือข่ายสังคมออนไลน์

ผลสรุปของประเทศไทยพบว่า พฤติกรรมที่น่าหงุดหงิด 5 ลำดับของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตคือ (1) การใช้คำพูดหยาบคาย 43% (2) การแพร่กระจายข่าวลือที่เป็นเท็จ 40% (3) การส่งคำเชิญชวนเล่นเกมออนไลน์ 32% (4) การโพสต์ข้อความก่อกวนเพื่อยั่วยุ 28% และ (5) การเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม 20%

Telenor_GraphicInfo_aw_Thailand TH

การวิจัยครั้งนี้ดำเนินการโดย Penn Schoen Berland ประเทศสิงคโปร์ สำรวจจากประชากรจำนวน 401 คน เป็นคนไทย 101 คน คนสิงคโปร์ 100 คน คนมาเลเซีย 100 คน และคนอินเดีย 100 คน ผลที่ได้ระบุถึงความสอดคล้องกันในหลายด้านของเอเชีย ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างที่เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละประเทศ ตัวอย่างเช่น คนไทยส่วนใหญ่จะบ่นเรื่องการใช้คำพูดหยาบคาย โดยมีอัตราสูงถึง 43% ตามมาด้วยมาเลเซีย 39% ส่วนในสิงคโปร์และอินเดียพบว่า ความรู้สึกหงุดหงิดจากพฤติกรรมนี้มีน้อยมากคือ 7% และ 4% ตามลำดับในทางกลับกัน ข้อมูลที่ได้ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่รักสัตว์ เพราะมีเพียง 2% ของผู้ตอบที่กล่าวว่า การส่งอีการ์ด และแชร์เนื้อหาเกี่ยวกับแมวนั้น เป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่น่ารำคาญ

คนไทยรับชอบโพสต์รูปอาหารและบ่นบนออนไลน์

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีส่วนร่วมด้วยตนเอง ผู้เข้าร่วมยอมรับว่า อันดับแรกคือ การโพสต์รูปภาพเกี่ยวกับอาหาร อยู่ที่ 36% อันดับ 2 คือ การบ่น ซึ่งอยู่ที่ 29% และอันดับ 3 คือ การแชร์เนื้อหาเกี่ยวกับแมว และการสะกดคำและใช้คำผิดหลักไวยากรณ์ อยู่ที่ 20% ในขณะที่ผลสำรวจในเอเชียพบว่า ผู้หญิงโพสต์รูปภาพอาหารมากกว่า (31% เมื่อเทียบกับผู้ชายในอัตรา 23%) ผู้ชายเป็นเพศที่บ่นมากกว่า (14% เมื่อเทียบกับผู้หญิงในอัตรา 12%) แต่ทั้งหญิงและชายละเลยต่อการสะกดคำและใช้คำผิดไวยากรณ์ในระดับเท่าๆ กันที่ 14%

Hands taking photo of lunch with smartphoneที่มาของภาพ: www.marketingoops.com

การวิเคราะห์โดยแบ่งตามเพศนี้ ยังเผยให้เห็นถึงลักษณะของพฤติกรรมที่มีความสัมพันธ์กัน และความแตกต่างที่น้อยมาก สองในสามของผู้ตอบที่ยอมรับว่า มีการโพสต์รูปเซลฟี่ของตัวเองจำนวนมากคือผู้หญิง ในขณะที่ผู้ชายจะสอดส่องแอบมองผู้คนบนเฟซบุ๊กมากกว่า

การเสพติดอินเทอร์เน็ต

ผลการสำรวจจาก 4 ประเทศชี้ว่า คนส่วนใหญ่ราว 67% ยอมรับว่าเสพติดอินเทอร์เน็ต ในทั้งหมดนี้ คนไทยเป็นผู้ที่เสพติดอินเทอร์เน็ตมากที่สุด โดยเกือบ 80% กล่าวว่า พวกเขาถูกอินเทอร์เน็ตครอบงำ ซึ่งเป็นสิ่งเกิดขึ้นกับทั้งสองเพศ โดยผู้หญิงจะรู้สึกหมกมุ่นกับการใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่าเล็กน้อย ตามรายงาน ผู้หญิงใช้เวลาในการออนไลน์เพื่อจัดการเรื่องส่วนตัวมากกว่าผู้ชาย โดย 21% ใช้เวลา 2 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเท่ากับ 730 ชั่วโมงต่อปี ส่วนผู้ชายเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตบ่อยครั้งกว่า ทั้งนี้ 89% ทำการเชื่อมต่อเพื่อออนไลน์หลายครั้งต่อวันด้วยวัตถุประสงค์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงาน

แม้ว่าจะเป็นการศึกษาในเรื่องของพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความรำคาญ ผลการสำรวจยังพบว่า 88% ของผู้เข้าร่วมชาวไทยกล่าวว่า อินเทอร์เน็ตช่วยปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้น และ 86% ระบุว่า โซเชียลมีเดียช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนและครอบครัวให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

Group of business people using electronic devices at workที่มาของภาพ: mobile.kapook.com

ในด้านการรับมือกับพฤติกรรมที่น่าหงุดหงิดนั้น ผลสำรวจเผยถึงความเชื่อของผู้เข้าร่วมว่า จะต้องมีทั้งการควบคุมตนเองและการเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องของผู้ปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมที่อยู่ในช่วงอายุ 35-49 ปี ที่มีความเห็นหนักแน่นว่า เป็นความรับผิดชอบของผู้ปกครอง ในการสอนให้เด็กๆ เรียนรู้และใช้อินเทอร์เน็ตอย่างถูกวิธี ซึ่งประเทศไทยมีความโดดเด่นมากที่สุดใน 4 ประเทศ จากการที่คนไทยรู้สึกว่า พฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์เป็นความรับผิดชอบของแต่ละบุคคลที่ระดับ 37% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของภูมิภาคซึ่งอยู่ที่ 26%

สุดท้ายอินเทอร์เน็ต หากมองให้เป็นโอกาส มันก็คือประตูวิเศษที่นำพาความรู้มหาศาลบำรุงสมอง แต่หากมองเป็นหายนะ มันก็คือการใช้มันไปในทางที่ไม่เหมาะไม่ควร ไม่ถูกที่ถูกทาง และอย่าได้หลงว่ามันคือพื้นที่ส่วนตัวเลยเชียว เพราะการโพสเหล่านั้นมันอาจจะย้อนมาทำร้านทำลายอนาคตคุณได้ภายในพริบตา อยู่ที่หลายนิ้วและจิตสำนึกแล้วหล่ะ ว่าคุณจะใช้มันอย่างไร  

 

แสดงความคิดเห็น

Email ของคุณจะไม่ถูกแสดงบนเว็บไซต์

*