วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2544

พักนี้เรื่องที่ฮอตฮิตสุดๆที่เราสังเกตเห็นคือ เรื่องสิทธิบุรุษ และสิทธิสตรี มิงค์ได้เมลเรื่องสิทธิบุรุษมาเยอะมาก แล้วส่วนมากคนที่ส่งมาให้อ่านก็คือ หนุ่มๆนั่นเอง.. ไม่รู้ว่าเห็นเราเป็นคนหัวรุนแรงหรือยังไง พยายามจะชี้ให้เห็นชะมัดว่าเราควรจะคำนึงถึงสิธิบุรุษบ้าง นอกจากสิทธิสตรี... (อ่านไดวันนี้แล้ว ถ้าไม่เห็นด้วย มิงค์ไม่ว่าถ้าจะเขียนมาคุยกันดีๆ แต่มิงค์จะรังเกียจมากถ้าใช้อารมณ์เขียนมา)

เมื่อเช้ามิงค์ขึ้นรถตู้มาเรียนตามปกติ แล้วคือ มิงค์ก็ยืนรอรถมาจอดเทียบ เพื่อที่จะเปิดประตูก้าวขึ้นรถไป ข้างๆมิงค์เป็นชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งทำงานแล้ว เห็นหน้ากันบ่อยๆเพราะว่าคนขึ้นรถตู้สายเดียวกันมันจะมีสักกี่คนกันเชียว พอรถจอดเทียบปุ้บ เขาก็เปิดประตูรถตู้ เพราะมิงค์ไม่ยอมเปิดก่อน (ถ้ามิงค์จะเปิดก็ต้องเอื้อมมือผ่านตัวเค้าไปเปิดประตูรถน่ะสิ นึกภาพประตูรถตู้ออกใช่มั้ยคะ) เราไม่ได้พูดถึงเรื่องสิทธิสตรีหรือบุรุษอะไรกันตอนนี้หรอกนะคะ แต่มิงค์มาก่อนนะเฟ้ย ถึงคุณจะเป็นผู้หญิง มิงค์ก็คงไม่พอใจที่จู่ๆมาตัดหน้ากันเช่นนี้ ที่ปกติเจอๆกันมาคือ เรามาก่อน เราจะเปิดประตูเอง คนที่มาทีหลังเค้าจะถอยออกมาหน่อย ให้คนที่มาก่อนขึ้นรถไปก่อน แต่ขอโทษ งานนี้มีตัดหน้าเราขึ้นรถไปเฉยเลย แล้วคือมิงค์รู้สึกตะหงิดๆว่า ถ้าคุณไม่ทันสังเกตว่าดิฉันมาก่อน แต่จังหวะก้าวขึ้นรถพร้อมกัน แล้วคนข้างๆเป็นผู้หญิง คุณจะเบียดเธอขึ้นรถไปก่อนงั้นเหรอ

แต่ผู้ชายหลายคนชอบโวยวายว่า ในเมื่อสิทธิเท่าเทียมกันแล้วทำไมต้องให้เรามาเสียสละโน่นนี่ให้ เก่งจริงก็ทำเองทุกอย่างสิ.. ทำไมผู้หญิงไม่เรียนร.ด. ทำไมผู้หญิงไม่ได้เกณฑ์ทหาร ทำไมผู้ชายต้องทำอยู่ฝ่ายเดียว ทำไมผู้ชายต้องลุกให้ผู้หญิงนั่งบนรถเมล์ มิงค์ว่า คุณกำลังสับสนเรื่องความแตกต่างทางด้านกายภาพและหน้าที่ปฏิบัติในสังคม (ประโยคนี้ยืมพี่เจสมา มิงค์ก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าควรจะพูดว่าอะไร หาคำพูดไม่เจอนั่นเอง.. ยกเครดิตให้พี่เจสไปแล้วกันค่ะ)

การเอื้อเฟื้อช่วยเหลือผู้หญิง หรือคำว่า Lady first (แบบที่เค้าหมายความกันจริงๆนะ ไม่ใช่มามุขแบบเอาผู้หญิงเป็นกันชนไปก่อนไรเงี้ย) มันเป็นการลดความแตกต่างทางด้านกายภาพที่เราเกิดมาต่างกัน ที่ผู้หญิงมีสภาพร่างกายที่อ่อนแอกว่าผู้ชาย ในขณะที่หน้าที่ปฏิบัติในสังคมที่ผู้หญิงเสียเปรียบมาตลอด เราก็มาเรียกร้องเพื่อที่จะให้เรามีสิทธิเท่าเทียม เมื่อก่อนผู้หญิงไม่สามารถมิสิทธิมีเสียงในบ้าน หรือในประเทศได้ หรือบางข้อกฏหมายที่ผู้ชายเขียนให้ตัวเองได้เปรียบ ผู้หญิงก็เห็นว่ามันก็สมควรจะมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง..

แต่ปัจจุบันคุณผู้ชายไทยทั้งหลายก็มาโวยวายว่า ทำไมผู้หญิงไม่เกณฑ์ทหารมั่งล่ะ.. มันลำบากนักหรือคะกับการรับใช้ชาติสักครั้ง มิงค์ว่าผู้หญิงเราหลายคนไม่แคร์ว่า จะให้เราเกณฑ์ทหาร หรือจะให้เราไปฝึกร.ด. ก็ไม่เห็นจะเป็นไรนี่ ยิ่งถ้าบอกว่ามีโปรโมชั่นพิเศษ ถ้าคุณเกณฑ์ทหารวันนี้ คุณไม่ต้องมีประจำเดือนไปตลอดชีวิต และผู้ชายจะเป็นคนท้องและคลอดแทนเรา... เย้...

อย่าบอกว่ามิงค์พูดได้เพราะไม่เคยไปเขาชนไก่มาก่อนนะ.. อ้าว แล้วคุณรู้เหรอว่าเวลามีประจำเดือนสักเดือนนี่มันลำบากและทรมานแค่ไหน เพราะงั้น ไปเขาชนไก่แค่ชีวิตละครั้งสองครั้ง.. อย่ามาเทียบกับการที่ต้องทรมานกว่า 60 ครั้งตลอดชีวิตนะ (มีpackageพิเศษ ถ้าคุณท้องจะเลื่อนการหมดประจำเดือนไป 9 เดือน และได้สัมผัสรสชาติของความเป็นแม่ด้วย)

มีอีกเคส.. มิงค์ว่าคนไทยเราก็ไม่ค่อยคุ้นชินกับเรื่องของการที่ต้องให้เกียรติผู้หญิงสักเท่าไหร่ แม่บ้านเก่าเราที่ลาออกเพราะจะไปเลี้ยงลูกนั้น เค้ากลับมาที่บ้านมิงค์ เพราะสามีเค้าเป็นคนงานที่ทำงานบ้านมิงค์นั่นแหละ หลังจากเอาลูกไปเลี้ยงบ้านนอกได้เกือบปีก็กลับมา.. แล้วกลับมาคราวนี้ก็พกนิสัยแบบ.. เจอผู้หญิงเป็นโดดกอดน่ะ ขวบกว่าๆนี่แหละค่ะ แต่เค้าสอนมาไงคะ คือ เค้าก็เห็นว่าน่ารักเค้าที่เด็กผู้ชายตัวเล็กๆมาโดดกอดผู้หญิงตัวโตๆ.. เจอมิงค์ครั้งแรกนี่ ตอนน้องเค้ากำลังจะอาบน้ำ น้องวิ่งแก้ผ้าเข้ามาเลย.. มิงค์นี่ตกใจ แต่จะโดดหลบก็ใช่ที่ แม่เค้ายืนอยู่เดี๋ยวจะหาว่ารังเกียจอะไรกันอีก เลยได้แต่ปรามสายตาไปแต่ไกล ได้ผลค่ะ เด็กก็เห็นมิงค์ก็มาหยุดๆยืนต่อหน้า แล้วก็มองๆว่าจะไม่อุ้มงั้นเหรอ..

เจอมิงค์นี่ไม่เท่าไหร่ ไปเจอน้องเมย์เข้านี่ มันรุ่นเดียวกัน ผู้ใหญ่เค้าเห็นว่าน่ารัก แต่น้องเมย์คงไม่เห็นงั้นด้วย น้องแมย็ร้องโวยวายเสียงดังวิ่งหนีไปเลย โถ.. ชีวิตหนูไม่เคยเจอผู้ชายที่ไหนกระโดดกอดแบบนี้เลย.. แต่ต่อมา อีกนิสัยนึงที่มิงค์ว่าอีกหน่อยเป็นปัญหาแน่ แต่ชอบสอนกันนัก ทุกบ้านเลย ประเภทไล่ตีดะไม่ไว้หน้า ไม่ว่าจะรุ่นเดียวกันหรือผู้ใหญ่ แม้แต่พ่อแม่ก็เถอะ โอ๋ย หนูเก่งจังเลย ตีพ่อตีแม่ก็เป็น อีกหน่อยอนาคตเป็นเปรตมือเท่าพัดแน่ๆ (จำได้ว่าสมัยก่อนมิงค์ถูกสอนเรื่องนี้มานะ แต่ทำไมเดี๋ยวนี้เค้าสอนให้ตีพ่อตีแม่กันแล้วเหรอ ท่าทางเราจะตกยุค อีกหน่อยตายไปแล้วมือเท่าพัดนี่ท่าทางจะฮิตเงียบในหมู่เด็กเล็กนะคะ-- เราก็ไม่ได้เชื่อจริงจังหรอกน่า อิอิ)

แล้วสองคนนี้ก็ไล่ตีกัน เพราะพ่อแม่สอนมา มียุส่งอีกนะ.. ตีเลยลูกๆ แล้วผู้ชายอ่ะ แรงมากกว่าอยู่แล้ว น้องเมย์เหรอจะสู้ได้ แต่แม่น้องต้า(เจ้าเด็กกระโดดกอดนั่นแหละ) เค้าก็มาเอาลูกเค้าไป แล้วบอกว่าพอแล้ว อย่าไปตีน้อง มิงค์ก็เสริมไปว่า แล้วยังเป็นผู้หญิงอีกด้วย ทุกคนเค้าหันมามองหน้ามิงค์แปลกๆ.. ไม่มีใครเข้าใจว่าทำไมเป็นผู้หญิงแล้วถึงมีสิทธิอะไรพิเศษที่โดนผู้ชายตีไม่ได้ .. คือ มันไม่ใช่หรอก แรงก็มากมายมหาศาลกว่าอยู่แล้ว แล้วยังมาไล่ตีกันจริงๆจังๆ ใครจะไปสู้คุณผู้ชายได้ล่ะคะ

แหม.. ก็น่าจะมีน้ำใจกับผู้หญิงเราสักหน่อย แยกความแตกต่างด้านกายภาพออกนิ๊ดนึง อย่างน้อยผู้หญิงเราก็ไม่เคยเรียกร้องขอตำแหน่งทางการเมืองมากกว่าผู้ชายเพียงเพราะว่าเราเป็น"ผู้หญิง"หรอกน่า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Copyright (c)1999-2000 Mthai, Inc. All rights reserved.
All comments are welcome at mink@mthai.com ICQ 14184835
Bandwidth supported by Internet Thailand, Web Designed by M Studio