เมื่อวาน
(จริงๆควรเป็นไดอารี่ของเมื่อวาน แต่จะเขียนวันนี้ ใครจะทำไม)
พี่จ้ำส่ง msg มาหา บอกว่าเราเขียนไดอารี่เรื่องเดียวกันเลยนะ..
มิงค์ก็แซวไปว่า ใจตรงกันงั้นเหรอคะ เค้าบอกว่า ไม่ใช่หรอก
มันเป็นเรื่องของ"เวลา" น่ะ .. อ่านmsg ตรงนั้นแล้วไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่
แต่ไม่อยากซักให้มากความ เลยปิด msg ไปอ่านไดอารี่เค้าก็หมดเรื่อง...
แล้วก็เข้าใจว่า
เรื่องเวลาที่พูดถึงนั่นคือ ประเด็นของจังหวะการเปลี่ยนแปลงในชีวิต
พี่จ้ำกำลังจะเรียนจบโทอีกไม่กี่วันนี่แหละ.. มิงค์เองก็กำลังจะเรียนจบในเร็ววันนี้เหมือนกัน
เพราะงั้นมันก็เลยเป็นเรื่องของ "เวลา"ที่ทำให้กลายว่ามาพูดเรื่องเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตขึ้นมา
เป็นเรื่องสำคัญๆที่จะส่งผลระยะยาว มันก็จะหวนคิดขึ้นมาว่าสิ่งที่เราจะทำต่อไปจะเป็นอย่างไร
จะลงมือทำแค่ไหน แล้วก็เลยได้คิดว่า มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเราคนเดียวแฮะ
มันไปขึ้นอยู่กับอะไรมากมายเหลือเกิน จนบางครั้งเราแทบจะไม่สามารถควบคุมมันได้..
น้องคนนึงโทรมาหาเพราะเธอเอนท์ไม่ติด
มาถามว่าเรียนที่ไหนดี มหาวิทยาลัยไหนดี ... ก็นี่แหละ..
มาอีกราย ที่ชีวิตในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแล้วไม่สามารถควบคุมด้วยตัวเองได้ทั้งหมด..
จะตัดสินใจเองก็ไม่กล้า ไปถามพ่อแม่ก็ไม่ได้อะไร พ่อแม่เค้าก็บอกแค่ว่า
โทรไปปรึกษาพี่มิงค์สิ... โทรมาถามพี่มิงค์จะได้อะไรอ่ะคะ..
เอาชีวิตเธอมาใส่มือพี่อีกแล้ว
แต่เค้าคงไม่รู้สึกเหมือนที่มิงค์รู้สึกว่า
ชีวิตเราอยากจัดการให้มันไปซ้าย แต่มันไม่ยอมไปซ้ายแฮะ..
มันจะเบี่ยงขวาให้ได้ เธอก็คงอยากเอนท์ติด แต่มันก็ไม่ติด
อยากเรียนที่เอกชนที่นี่ แต่ก็ไม่ได้ พ่อแม่ไม่ยอมบ้าง..
มิงค์ว่าไม่ดีบ้าง หรือเพื่อนบอกว่าไม่เหมาะบ้าง... แต่เด็กวัยนี้ยังไม่รู้สึกแรงว่าอยากทำแต่ทำไมถึงไม่ได้
เพราะชีวิตที่ผ่านมาก็ไม่ได้อยู่ในมือเค้าเต็มตัว แล้วก็ยังไม่มีความรู้สึกแรงกล้าที่อยากให้ชีวิตอยู่ในมือตัวเองสักเท่าไหร่
ยังไม่กล้าตัดสินใจลุยด้วยตัวเอง ใครว่าไงก็ว่าตามกัน...
ได้แต่หวังว่าสักวันน้องเค้าจะได้คิดและตัดสินใจด้วยตัวเองบ้าง
ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อย่างที่ใจหวังทุกประการก็ตาม แต่การได้ลองผิดลองถูกจะทำให้เราได้เรียนรู้ชีวิตอีกขั้นนึง..
ไม่มีใครไม่เคยทำอะไรผิดหรอกค่ะ หากแต่รู้จักยอมรับความผิดของตัวเองแล้วนำมาเป็นบทเรียนหรือเปล่า...
มีคนบอกว่าแปลกมากที่มิงค์เขียนไดอารี่แนวนี้...
ไม่เห็นแปลกเลย.. เราจะจับกลุ่มลูกค้าใหม่ต่างหาก.. อิอิ