คิดว่าเด็กที่เตรียมเรียนต่อมหาวิทยาลัยทุกคนคงมีที่เรียนกันหมดแล้ว...
น้องคนที่เคยโทรมาปรึกษาว่าจะไปเรียนที่ไหนดี ตอนนี้ก็มอบตัวไปแล้วเรียบร้อยที่ดุสิตธานี
บ้านนั้นนอกจากดีใจกันยกใหญ่แล้ว ก็ยกความดีความชอบให้มิงค์เสียอีก..
บอกว่า ถ้าไม่ได้พี่มิงค์นะ ไม่มีทางได้มาเรียนที่ดุสิตนี่หรอก...
จริงๆมิงค์ไม่ได้ทำไรเลย
อยากให้น้องเค้าคิดว่าการที่ได้ไปเรียนที่นั่นเป็นเพราะการตัดสินใจกล้าทำ
กล้าลองของตัวเองมากกว่า ที่จะมาบอกว่า เป็นเพราะเรา มิงค์ไม่อยากได้ความดีความชอบตรงนี้เลย
เพราะกลัวว่าอีกหน่อยถ้าน้องเค้าจะตัดสินใจทำอะไรใหญ่ๆอีกสักที
โทรศัพท์เราจะดังอีกรอบ.. และดังเรื่อยไปจนกว่าจะแก่ตายไปข้าง..
มันจะติดเป็นนิสัยสิคะ... ว่าให้คนอื่นตัดสินใจให้ดีกว่า
ไม่ต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง..
น้องเค้าโทรมาถามว่า
เรียนที่นั่นดีมั้ย ที่นี่ดีมั้ย.. เราก็ถามไปว่า แล้วตัวเองล่ะ
อยากเรียนอะไรกันแน่ ไม่ใช่ที่สถาบันสิ .. เธอก็บอก อยากเรียนการโรงแรม..
"ไปดูดุสิตหรือยัง"
"เพื่อนบอกว่าเข้ายากมากเลย"
"ก็ไปลองสอบดู ไม่ได้ก็อีกเรื่อง"
แล้วก็เลยพูดต่อมาถึงเรื่องของอินเตอร์ทั้งหลาย
จากปากคำของเธอ ก็ไม่กล้าไปมหิดลอีก เพราะเพื่อนบอกว่าแพง..
จนมิงค์ต้องเปิดเลกเชอร์อีกหนึ่งหน่วยกิต เรื่องให้เช็คทุกอย่างด้วยตัวเองบ้าง
ไม่ใช่ฟังจากเพื่อนอย่างเดียว.. เด็กวัยนี้ (หรือรวมวัยอื่นด้วยหรือเปล่า)
ชอบติดคำว่า "เพื่อนบอกมาว่า " "เค้าบอกมาว่า" .. ฟังแล้วมันขัดใจเสียจริง..
ทำไมถึงคิดว่าคนอื่นเค้ามีข้อมูลดีกว่าตัวเองนะ.. พวก
secondary information มันจะผิดบ้างถูกบ้าง แล้วเราก็ไม่รู้อยู่ดีว่ามันถูกจริงหรือผิดจริง..
แล้วก็กลัวไปก่อน อย่างในกรณีนี้เป็นต้น..
ที่แปลกอีกอย่าง..
พ่อแม่ส่วนมากชอบไว้ใจลูกคนอื่นมากกว่าลูกตัวเอง.. พอลูกบอกว่า
พี่มิงค์ให้ไปลองดูที่ดุสิต พ่อเธอก็รีบพาไปสอบทันที ทั้งๆที่ลูกสาวตัวเองพูดมาหลายหนแล้วก็ไม่ยอมไป
อีกหลายพ่อแม่ที่เรารู้จัก ไม่ปล่อยให้ลูกเที่ยวข้างนอก
แต่พอมิงค์จะไปเค้าก็ยอมให้ลูกเค้าไปกับเรา... มันก็ตลกดีนะ
ว่ามั้ย ทำไมพ่อแม่ถึงไม่อาจวางใจลูกตัวเองได้ ต้องให้คนอื่นดูแล
และเชื่อคำพูดคนนอกมากกว่าคนของตัวเอง
กล้าๆตัดสินใจกันหน่อย
รอคนอื่นแล้วมันไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวเท่าเราทำด้วยตัวเองหรอก
เชื่อสิ..
(รู้สึกว่าเมื่อวานไดอารี่เราจะไปถูกใจใครหลายคนนะ..
เรื่องสามวันจากนารี เป็นอื่นเนี่ย... อยากอ่านเรื่องทำนองนี้ก็ตามไป
M Romance ดีกว่ามั้ง..
)