วันที่ 24 เมษายน 2544

ไม่รู้ว่าใครเคยอ่าน "แนวทางการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจไทยของรัฐบาลชวน2" บ้างหรือเปล่า.. แต่ที่แน่ๆคือ มิงค์กับเพื่อนๆที่คณะที่เรียนวิชา Thai Economy จำเป็นต้องอ่านเพื่อสอบ แต่ปัจจุบันเราอ่านมาได้แค่ 31 หน้า มีความรู้สึกว่าเหมือนอ่านโฆษณาชวนเชื่ออยู่... ทำอย่างไรดี เพราะว่าจำเป็นต้องอ่านแล้วเห็นด้วย แล้วไปสอบอ่ะจิ.. แต่ดิฉันกลับรู้สึกว่ามันสร้างภาพออกมาอย่างไรไม่รู้...

อะไรที่ดีๆก็บอกว่าเป็นผลมาจากนโยบายรัฐบาล เช่น "รัฐบาลชวน2จึงได้ดำเนินมาตรการในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างสอดคล้องกับมาตรการในการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ จนส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวขึ้นมาได้อีกครั้ง ดังจะเห็นได้จากอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศได้เริ่มเป็นบวกครั้งแรกในไตรมาสที่ 1" หรือ " ระดับการบริโภค การลงทุนภาคเอกชนได้เริ่มปรับตัวดีขึ้น อันเป็นผลมาจากการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นสำคัญ"

แล้วพออะไรที่ไม่ดีก็โทษไปที่เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจต่างชาติ คู่ค้าของประเทศ ตอนที่บอกถึงค่าเงินบาทว่ามันร่วงลงมาจาก 37 ไปที่ 43 ก็บอกว่า เป็นเพราะเศรษฐกิจโลก.. แล้วก็จบ.. อะไรที่ไม่ดีๆนี่ไม่ยอมเอ่ยถึงเลยนะ พูดแค่คำสองคำแล้วก็หายไป บางทีมันก็พอฟังขึ้นหรอกนะ.. แต่เท่าที่อ่านมาทุกนโยบายที่พูดมาเป็นนามธรรมล้วนๆ เขียนรายงานกันยังไง อ่านแล้วก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าคุณทำอะไรกัน มีแต่เขียนนโยบายให้สวยหรู แต่ลงมือทำกันยังไง มีผลยังไงตามมา แล้วไม่เคยบริหารผิดพลาดเลยใช่มั้ยเนี่ย หรือไปหมกเม็ดกันอยู่.. แล้วตลอดเวลาก็ต้องมีเขียนแขวะรัฐบาลชุดที่แล้ว ว่าบริหารงานผิดพลาดทำให้เราต้องเจอปัญหาที่หนักหนาสาหัส มิน่าล่ะพอ "ความจริงประเทศไทย" ถูกเปิดเผยออกมาก็เลยมาหาว่ารัฐบาลชุดนี้สร้างภาพ.. อ่ะเด่อ ก็เถือกเถาเหล่ากอเดียวกันนั่นแหละ... ถึงได้รู้ทันกันดี เล่นมุขซ้ำกันมากี่รัฐบาลแล้วล่ะ

แล้วขอโทษ รายงานที่คนไทยทำนี่มันจะเหมือนกันหมดทั้งประเทศมั้ยเนี่ย พูดซ้ำไปซ้ำมา วกไปวนมา หาสาระอะไรไมได้ คิดว่าเป็นแค่เฉพาะรายงานที่ทำส่งอาจารย์ตอนเรียนซะอีก ก็อาจารย์ท่านเล่นนับหน้าเอานี่หว่า ไม่คิดว่าเป็นถึงรายงานของประเทศชาติยังคงธรรมชาติเดิมนี้อยู่ได้... เอาหนาเข้าว่าอย่างเดียว ยิ่งเขียนเยอะ ยิ่งหนาก็เหมือนยิ่งพยายามมากเท่านั้น... เพราะงั้นเทอมที่แล้ว ตอนทำรายงานเล่มนึงเราถึงขั้นเอา source code ของเวบไซต์เวบไซต์นึงไปใส่ใน appendix เพื่อที่จะให้รายงานมันหนาขึ้นมา ... เฮ้อ.. คิดแล้วอนาถใจ ...

แล้วมาบอกว่าเราพ้นวิกฤติแล้ว เรามาไกลกว่าจุดต่ำสุดมากมาย อืม.. เชื่อได้มั้ยล่ะเนี่ย.. อ่านแล้วไม่อยากเชื่อแบบนี้ ก็เล่นเขียนตามมาทีหลังว่า เรายังต้องการการแก้ไขระดับ micro อีกมาก... เพราะเศรษฐกิจยังไม่ปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ.. เอ่อ.. แล้วใครเป็นคนตัดสินว่าเราพ้นวิกฤติมาแล้วล่ะนั่น จุดไหนเป็นจุดที่บอก ... โดยธรรมชาติแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่มีการเข้าไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ตกอยู่ในจุดต่ำสุด มันก็จะค่อยๆเคลื่อนออจากจุดนั้นเองอยู่ดี เป็นธรรมชาติของระบบเศรษฐกิจเลย ที่พอถึงจุดต่ำมันก็ต้องมีทางขึ้นกันบ้าง เหมือนเศรษฐกิจเมกา ที่พอถึงจุดสูงสุดมันก็ต้องลงมาเหมือนกัน อีกประเด็นนึงที่ประทับใจ.. อ่านแล้วนึกถึงหัวหน้ารัฐบาลเลย เรื่องไม่ดีก็เขียนให้ดีได้ อย่างที่บอกว่ามีคนจนเพิ่มขึ้นจาก 11% เป็น 12% เค้าก็เขียนว่า นี่เป็นเพราะรัฐบาลแก้ไขปัญหาได้ดีนะ ไม่เช่นนั้นเปอร์เซ็นต์มันจะสูงกว่านี่อีก... โอ้.... ขอบคุณมากค่ะท่าน ซาบซึ้งใจจนพูดไม่ออกแล้ว

แต่ประเด็นคือ เราต้องการแค่เรียนรู้ว่าที่ผ่านมาเมืองไทยแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างไรเท่านั้นเอง (คิดว่านะ ที่อาจารย์ให้พวกหนูอ่าน หนูก็คิดงี้แหละ.. แต่ถ้าให้เราคิดว่ารัฐบาลทำถูก ทำดีแล้วก็คงยากสักหน่อย) เรียนมา 4 ปีสิ่งที่ได้มามีแค่เรื่องวิกฤติในเมืองไทยล้วนๆ การแก้ปัญหาในวิกฤติทำนองนี้ จบไปเราจะได้ทำอะไรที่เป็นปกติบ้างมั้ยเนี่ย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
 
Copyright (c)1999-2000 Mthai, Inc. All rights reserved.
All comments are welcome at mink@mthai.com ICQ 14184835
Bandwidth supported by Internet Thailand, Web Designed by M Studio