|
เนื้อความ
|
ข่าวจาก นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 24 ฉบับที่ 1,879 วันที่ 15-18 กุมภาพันธ์ 2547
แฉพิรุธ แนวรถไฟฟ้าสายสีเหลือง "บางกะปิ-ศรีนครินทร์" มูลค่า 30,000 ล้านบาท ลากเส้นทางผ่านหน้าบ้าน-โรงงาน รมว.คมนาคม "สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ" แม้มีหลายฝ่าย ท้วงติงไม่คุ้มค่าการลงทุนด้านการเงินและเศรษฐกิจ แถมจี้สนข.ศึกษาด่วนเพื่อบรรจุ ลงในแผนก่อสร้างโครงข่ายขนส่งมวลชน ระบบรางเร่งด่วนภายใน 6 ปี ก่อนเสนอนายกฯ เห็นชอบเร็วๆนี้ สอดใส่จากแผนดำเนินการเดิมจาก 7 เป็น 8 สายทาง
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผย "ฐาน-เศรษฐกิจ" ถึงแนวสายทางการก่อสร้างรถไฟฟ้า สายสีเหลือง เส้นทางจากบางกะปิ-ศรีนครินทร์ มูลค่าโครงการประมาณ 30,000 ล้านบาท ที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีนโยบายให้ดำเนินการก่อสร้างว่า เส้นทางดังกล่าวเดิมไม่ได้อยู่ในแผนการก่อสร้าง ที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ศึกษาไว้ เพราะเมื่อคราวประชุม คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก ครั้งที่ 2/2546 วันที่ 24 พฤศจิกายน 2546 โดยมีพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม มีมติเห็นชอบแนวทาง การพัฒนาระบบขนส่ง ระบบรางในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลระยะ 6 ปี (2547-2552) โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานอนุกรรมการ ตามโครงข่ายที่สนข. เสนอประกอบด้วย
1. สายสีเขียว สามแยกไฟฉาย-สมุทรปราการ ระยะทาง 34 กม. มูลค่า 46,320 ล้านบาท
2. สายสีเขียวเข้ม สะพานใหม่-บางแค ระยะทาง 38 กม. มูลค่า 37,450 ล้านบาท
3.สายสีน้ำเงิน วงแหวน-บางซื่อ-หัวลำโพง-ท่าพระ ระยะทาง 40 กม. มูลค่า 36,070 ล้านบาท
4.สายสีม่วง บางใหญ่-ราษฎร์บูรณะ ระยะทาง 40 กม. มูลค่า 80,930 ล้านบาท
5.สายสีส้ม บางบำหรุ-บางกะปิ ระยะทาง 24 กม. มูลค่า 63,650 ล้านบาท
6.สายสีแดงเข้ม รังสิต-มหาชัย ระยะทาง 65 กม. มูลค่า 65,070 ล้านบาท และ
7.สายสีแดงอ่อน ตลิ่งชัน-สุวรรณภูมิ ระยะทาง 50 กมง มูลค่า 50,070 ล้านบาท เท่านั้น
"สายสี เหลืองถือเป็นที่ 8 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ดำริขึ้นมา โดยมีแนวสายทางจากบางกะปิ ถึงสำโรง แนวสายทางลากผ่านจากแยกบางกะปิ ถนนรามคำแหง ต่อเชื่อมมาจากสายสีส้ม บางบำหรุ- บางกะปิ แนวสายทางวิ่งบนถนนศรีนครินทร์ จนมาถึงถนนเทพารักษ์ แล้วเลี้ยวขวาเข้าไปบรรจบรถไฟฟ้า บีทีเอส บริเวณสำโรง ระยะทางประมาณ 22 กม.มูลค่าก่อสร้าง 30,000 ล้านบาท"
แหล่งข่าวรายเดิมกล่าวต่อว่า ความเป็นไปได้ของการลงทุนโครงการนี้ จากผลการศึกษาถือว่าไม่คุ้มค่าการลงทุน หรือหากคุ้มทุนทั้งการเงิน และเศรษฐกิจค่อนข้างยาก เนื่องจากอยู่ในเขตชานเมือง แม้ถนนศรีนครินทร์จะมีปริมาณการจราจรที่คับคั่งแต่ก็เป็นแค่ช่วงเช้าและช่วงเย็นเท่านั้น ประมาณว่าจะมีผู้โดยสานเพียง 80,000 เที่ยวต่อวัน หากมีผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าในช่วงกลางวันน้อย ก็จะทำให้ไม่คุ้มการลงทุน และที่สำคัญไม่ได้อยู่ในแผน 6 ปีที่ศึกษาไว้
อย่างไรก็ดี ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการสายสีเหลืองดังกล่าว มีแนวสายทางที่ผาดผ่านถนนศรีนครินทร์ โดยเฉพาะผ่านหมู่บ้านของรัฐมนตรีว่าการอาศัย คือโครงการหมูบ้านสินเก้า 2 หลัง คือเลขที่ 30 และ 78 รวมถึงบ้านของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นายวัฒนา เมืองสุข อยู่ด้วย จึงตั้งข้อสังเกตว่าโครงการนี้ ไม่มีในแผนแต่ถูกกำหนดขึ้น ในช่วงหลังการประชุมกับท่านายกฯปลายปี พอต้นปีมีการลากแนวสาทางนี้เชื่อมกับ โครงการบางบำหรุ-บางกะปิ หรือสายสีส้ม ซึ่งน่าจะมีจุดประสงค์ส่วนตัว จนเกิดเป็นแนวรถไฟฟ้าสายที่ 8 จากเดิมมีเพียง 7 สายทาง
ทั้งนี้ รถไฟฟ้าสายสีเหลือ นับเป็นรถไฟฟ้าเส้นใหม่สายที่ 8 จากโครงการรถไฟฟ้าในระบบเดิม 7 เส้นทาง ก่อสร้างโดยใช้เกาะกลางถนนศรีนครินทร์ มีจุดเริ่มต้นเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าใต้ดินบริเวณถนนรามคำแหง และวิ่งไปตามแนวถนนศรีนครินทร์ เชื่อมต่อกับสายสีเขียว (แยกไฟฉาย-สมุทรปราการ) บนถนนเทพารักษ์ ระยะทาง 22 กิโลเมตร ซึ่งจากการศึกษาในเบื้องต้นโครงการดังกล่าว คาดว่าจะมีมูลค่ามากกว่า 32,200 ล้านบาท
อย่างไรก็ดีเมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2547 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงบางกะปิ-ศรีนครินทร์ หลังการประชุมลงนามในข้อตกลง เรื่องการยกระดับพื้นที่ควบคุมการจราจรทั่วประเทศ ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่นกรุงเทพ ว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ไปทำการศึกษาความคุ้มทุนของรถไฟฟ้าเส้นใหม่ (สายสีเหลือง) เนื่องจากมองว่าถนนศรีนครินทร์เป็นอีกเส้นทางหนึ่ง ที่มีปัญหาการจราจรที่ติดขัด หากมีระบบรางก็จะเป็นการบรรเทาปัญหาการจราจร อีกทั้งยังจะเป็นการช่วยเพิ่มศักยภาพของระบบราง ให้มีโครงข่ายเชื่อมโยงที่สมบูรณ์มากขึ้น ซึ่งช่วยลดการซื้อรถยนต์ใหม่ และเป็นการดึงดูดให้ประชาชนหันมามาใช้บริการระบบขนส่งมวลชนมากขึ้น
ส่วนนายคำรบลักขิ์ สุรัสวดี ผู้อำนวยการสำนักงานนโนบายและแผนการขนส่งและจราจร ยืนยันกับบานเศรษฐกิจว่า การบริหารโครงการให้มีความคุ้มทุนนั้นทำได้หลายวิธี เช่น แทนที่จะวิ่งอยู่สายเดียวก็จับมาเชื่อมต่อกับรถไฟใต้ดินบริเวณถนนรามคำแหง และเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าเส้นสีเขียว (แยกไฟฉาย-สมุทรปราการ) ซึ่งรองรับการเดินทางของผู้ใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิ
ในส่วนของการเดินรถนั้นในช่วงแรกอาจจะใช้แค่ 3 โบกี้ก่อน เมื่อมีดีมานด์เพิ่มขึ้นค่อยปรับเป็น 6-10 โบกี้ เป็นต้น สำหรับความคืบหน้าของการศึกษาความคุ้มทุน มีรายงานว่า ภายในอาทิตย์หน้า ทางสนข. จะจ้างนักศึกษานำแบบสอบถามลงพื้นที่เพื่อสำรวจความต้องการของผู้ใช้รถในถนนศรีนครินทร์ ตามสี่แยกไฟแดงต่างๆ เพื่อนำมาสรุปเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอีกครั้ง
ด้านนายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในฐานะหน่วยงานเจ้าของโครงการกล่าวว่า หากคิดเรื่องการคุ้มค่าทางการเงินนั้นไม่คุ้มแน่นนอน แต่หากคิดถึงเรืองเศรษฐกิจระยะยาวเชื่อว่าน่าจะคุ้มทุน
"แนวคิดการพัฒนาโครงการขนส่งมวลชนในปัจจุบันน่าจะมีการปรับแนวคิดเรื่องการคุ้มค่าการลงทุนหรือคุ้มค่าสทางการเงินดีกว่า เพราะประโยชน์ที่ได้รับเชิงเศรษฐกิจไม่ค่อยมีใครคำนึง ซึ่งทุกสายทางที่ก่อสร้างหากคำนวณไม่คุ้มแน่ แต่ปัจจุบันนโยบายรัฐเปลี่ยนไปพร้อมที่เป็นผู้ดำเนินการลงทุนเอง"
ต่อกรณีดังกล่าว "ฐานเศรษฐกิจ" ได้ติดต่อขอสัมภาษณ์หน้าห้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เมื่อประมาณ 14.00 น. ของวันที่ 13 มกราคม 2547 ในประเด็นที่ว่า มีเหตุผลเช่นไรในการเลือกพัฒนาโครงการรถไฟฟ้า สายสีเหลือง ช่วงบางกะปิ-สำโรง มูลค่าประมาณ 30,000 ล้านขึ้นมา เพราะไม่คุ้มค่าการลงทุน และไม่ได้อยู่ในแผนดำเนินงานที่นายกรัฐมนตรีเห็นชอบ จากนั้นในช่วงประมาณ 16.00 น.
ได้รับคำตอบยืนยันมาจากหน้าห้องรัฐมนตรีว่าการฯว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้สั่งยกเลิกโครงการนี้แล้ว ส่วนเหตุผลให้ไปสอบถามเอาที่สนข.
ขณะเดียวผู้สื่อข่าวรายงานมาจากกระทรวงคมนาคมเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2547 ประมาณ 17.00น. ว่า รัฐมนตรีได้ออกมายืนยันว่าสั่งให้ยกเลิกศึกษาเส้นทางนี้แล้ว เพราะไม่คุ้มค่าการลงทุน และจำนวนประชาชนที่คาดว่าจะใช้บริการน้อย ไม่ถึง 80,000 คนต่อวัน ซึ่งหากไม่คุ้มก็ควรเลิก พร้อมกล่าวต่อว่า มีกระแสข่าวว่า มีการลากเส้นทางสายนี้เพื่อประสงค์ให้ผ่านที่ดินและหมู่บ้านของตนที่อาศัยแอยู่นั่นไม่ถูกต้อง ทั้งจากการที่ฐานเศรษฐกิจติดตามมาของแนวคิดการก่อสร้างขนส่งมวลชนสายสีเหลือง บางกะปิ-ศรีนครินทร์ และได้รับการยืนยันจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่แตกต่างกัน แม้จะผ่านเพียงชั่วข้ามคืนระหว่าง 12-13 ก.พ.ที่ผ่านมา |