เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนางจุฑามาศ ศิริวรรณ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)ประเมินถึงภาวะราคาน้ำมันแพงที่อาจส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของประเทศลดลงกว่า 3.1 หมื่นล้านบาทว่า ถ้าพูดกันมากๆ อาจจะแย่กว่าที่ควรจะเป็น ถ้าพูดมากไปโรคประสาทจะกินเปล่าๆ พยายามทำเยอะๆ พูดน้อยๆ จะดีที่สุด
พ.ต.ท.ทักษิณยังให้ความเห็นกรณีธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอีกร้อยละ 0.25 ทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของสหรัฐอยู่ที่ร้อยละ 1.50 เพื่อสกัดกั้นภาวะเงินเฟ้อของสหรัฐว่า คงมีผลกระทบต่อประเทศไทยน้อยเพราะไทยมีสภาพคล่องมาก การจะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ ไม่ได้ดูจากสภาพคล่องเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูทั้งระบบ เช่นภาวะเงินไหลเข้าออกเป็นส่วนประกอบด้วย เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะเป็นผู้พิจารณา ตนเข้าไปยุ่งไม่ได้
นายบัญญัติ บรรทัดฐาน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงมาตรการแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพงของรัฐบาลว่า รัฐบาลไม่ค่อยจริงจังกับเรื่องนี้เพราะสัญญาณที่บอกว่าน้ำมันจะแพงขึ้นมีมาตั้งนานแล้ว แต่ที่รัฐบาลไม่อยากแตะต้องเรื่องนี้มาก เพราะเป็นห่วงตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลต้องการให้ประชาชนใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หากบอกให้ประชาชนประหยัดเกรงจะมีปัญหา ดังนั้นจึงไม่สงสัยว่าทำไมนโยบายประหยัดพลังงานจึงไม่เกิดขึ้นจริงจัง ตนเห็นว่ารัฐบาลอย่าไปกลัวมากนักว่าตัวเลขจีดีพีของรัฐบาลจะลดลง เพราะที่เพิ่มอยู่ในเวลานี้เป็นของคนรวยทั้งนั้น
นายบัญญัติกล่าวว่า ในสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล และราคาน้ำมันขยับตัวสูงขึ้นลิตรละ 15-16 บาท ช่วงนั้นหัวหน้าพรรคไทยรักไทยยังทำจดหมายเปิดผนึกเสนอแนวคิดไปยังรัฐบาลว่าต้องเร่งแก้ไขปัญหาน้ำมันแพงเป็นการด่วน ต้องมีการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ เจรจาซื้อน้ำมันจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่พอถึงเวลาที่ตัวเองเป็นรัฐบาล ซึ่งทำได้อยู่แล้ว กลับไม่เห็นรัฐบาลนำความคิดดังกล่าวขึ้นมาแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันอย่างจริงจัง ขณะนี้มาตรการที่ออกมาแก้ปัญหายังไม่พอเพียง ดังนั้นหากยังปล่อยให้ใช้น้ำมันอย่างฟุ่มเพือยจะทำให้การนำเข้ามากขึ้น เสียเงินตราต่างประเทศมากขึ้นจะยิ่งยุ่งไปใหญ่
วันเดียวกันมีรายงานข่าวรอยเตอร์จากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษแจ้งว่า ราคาน้ำมันดิบไลต์ กำหนดส่งมอบเดือนกันยายน เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมาไต่ทะยานขึ้นไปอีกจนถึงระดับ 45.02 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังตลาดนิวยอร์กปิดที่ 44.80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และปิดตลาดช่วงเช้าที่ตลาดสิงคโปร์ ด้วยราคา 44.77 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนต์ที่ตลาดกรุงลอนดอน มีราคาสูงขึ้นอีกบาร์เรลละ 23 เซนต์ เป็น 41.80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนไต่ขึ้นไปอีกจนถึงระดับ 42.00 ดอลลาร์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์
นายหน้าค้าน้ำมันระบุว่า ราคาน้ำมันดิบโลกที่ไต่สูงขึ้นอีกวันนี้ สืบเนื่องจากคำขู่ของกลุ่มต่อต้านกองกำลังยึดครองในอิรัก กลุ่มสนับสนุนนายมอคทาดา อัล-ซาดร์ ที่ระบุว่าจะระเบิดท่อส่งน้ำมันดิบของอิรักด้วย หากกองกำลังทหารของสหรัฐและรัฐบาลชั่วคราวของอิรักบุกโจมตีเมืองนาจาฟ
ส่วนกรณีนายอาลี อัล-นายมี รัฐมนตรีน้ำมันของซาอุดีอาระเบียจะประกาศผลิตน้ำมันดิบเพิ่มทันทีอีกวันละ 1.3 ล้านบาร์เรล นายมาร์แชล สตีฟส์ นักวิเคราะห์ตลาดน้ำมันดิบโลกของบริษัทเรฟโกกล่าวว่า อาจเป็นการกล่าวเกินจริงหรือบอกไม่หมดว่าน้ำมันดิบที่ซาอุฯพร้อมที่จะผลิตเพิ่มทันทีนั้น หมายถึงน้ำมันดิบประเภทเฮฟวี่ หรือพวกน้ำมันเตา ไม่ใช่น้ำมันดิบไลต์ที่ใช้กลั่นเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์
ที่มาจากหนังสือพิมพ์ 