ล้มโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง "บางซื่อ-บางใหญ่" บานปลาย ชาวบ้านซวยซ้ำ รัฐออกกฎหมายเวนคืนล่วงหน้า ส่งผลให้ที่ดิน 1,053 แปลง อาคาร 600 กว่าหลัง ย่านบางบัวทอง-บางใหญ่-บางซื่อ ติดล็อกซื้อขายเปลี่ยนมือไม่ได้อีก 4 ปีเต็ม โวยลั่นซื้อบ้านใหม่รอรัฐจ่ายค่าเวนคืนแต่กลับลำกะทันหัน หวั่นสูญเงินฟรี รฟม.ระงับขายเอกสารพีคิวรอดูนโยบาย เผยจ่ายค่าที่ปรึกษาออกแบบโครงการไปแล้วกว่า 300 ล้าน
การประกาศยกเลิกก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ โดยปรับเปลี่ยนเป็นรถเมล์ด่วนพิเศษ (Bus Rapid Transit - BRT) และเปลี่ยนเส้นทางเป็นบางซื่อ-บางเขน นอกจากจะก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาถึงความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐบาล และทำให้นักธุรกิจนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นแล้ว ยังส่งผลกระทบในวงกว้างถึงประชาชนและเจ้าของที่ดินตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าอย่างคาดไม่ถึง เพราะแม้จะมีการยกเลิกโครงการแต่พระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินที่ออกไว้ล่วงหน้าแล้วยังมีผลใช้บังคับ ทำให้เจ้าของที่ดิน เจ้าของอาคาร และสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ดังกล่าวตกอยู่ในฐานะลำบากและสูญเสียโอกาส เนื่องจากไม่สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือหรือทำนิติกรรมใดๆ ได้ เพราะติดกฎหมายเวนคืน
ขณะเดียวกัน ยังกระทบชิ่งถึงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่ได้เตรียมการต่างๆ ไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาออกแบบรายละเอียดโครงการ การขายเอกสารการคัดเลือกคุณสมบัติเบื้องต้น หรือพีคิว ให้กับผู้รับเหมา เพราะเมื่อนโยบายยังไม่ชัดเจนก็ต้องระงับแผนออกไปก่อน
นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการ รฟม. เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ยอมรับว่า รฟม.ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าวด้วย เนื่องจากได้เตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว ล่าสุดคือการประกาศให้ผู้รับเหมาซื้อเอกสารการคัดเลือกคุณสมบัติเบื้องต้น (พีคิว) รถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ อย่างไรก็ตาม เมื่อทราบว่าอาจจะมีการเปลี่ยน แปลง เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2548 ที่ผ่านมา จึงได้หยุดขายเอกสาร โดยให้ชะลอออกไปก่อนจนกว่า จะได้รับคำสั่งอย่างเป็นทางการจากนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่า จะดำเนินการอย่างไรกับโครงการนี้
"ตอนนี้ผมรอนโยบายอยู่ เพราะท่านรัฐมนตรียังไม่ได้เรียกเข้าไปคุยหรือหารือ ทราบแต่ข่าวจากหนังสือพิมพ์ จึงได้สั่งการให้หยุดการขายเอกสาร พีคิวออกไปก่อนจนกว่าจะมีความชัดเจน"
ชาวบ้านโวยรับกรรม กม.เวนคืน
ส่วนเรื่องการออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ ซึ่ง รฟม.ได้ดำเนินการออกไปแล้วก่อนหน้านี้ ปรากฏว่าหลังจากมีข่าวออกไป มีชาวบ้านเข้ามาสอบถามที่ รฟม.จำนวนมากว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะมีชาวบ้านบางส่วนที่หาที่อยู่ใหม่ไว้รองรับแล้ว หลังจากที่รู้ว่าบ้านรวมทั้งอาคารและสิ่งก่อสร้างอยู่ตามแนวรถไฟฟ้าจะถูกเวนคืน โดยชาวบ้านบ่นเหมือนกันว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายไปฟรีๆ ขณะเดียวกันจะซื้อขายเปลี่ยนมือก็ทำไม่ได้เพราะติดกฎหมายเวนคืน
"ตอนนี้เรายังทำอะไรไม่ได้ ต้องรอนโยบายจากกระทรวงคมนาคมว่าจะให้ รฟม.ดำเนินการอย่างไร หากมีการปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนใหม่ เพราะไม่ใช่แค่เราเท่านั้นที่กระทบ ชาวบ้านก็ได้รับผลกระทบด้วย"
นายประภัสร์กล่าวว่า หากมีการปรับรูปแบบโครงการดังกล่าวใหม่ เป็นรถเมล์บีอาร์ทีจริง รฟม.จะต้องยกเลิกการประกวดราคา ซึ่งการเสนอยกเลิกโครงการก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอนตามที่เคยได้รับการอนุมัติให้ดำเนินโครงการไว้ โดยจะต้องเสนอคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟม.รับทราบ จากนั้นต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากทั้งบอร์ด รฟม.และ ครม.
"ยอมรับว่าเราได้รับผลกระทบจากการยกเลิกรถไฟฟ้าสายสีม่วงมาเป็นบีอาร์ทีแทน เพราะได้เตรียมการต่างๆ ไว้หมดแล้ว จะเปิดประกวดราคาอยู่แล้ว แต่เมื่อเป็นโยบาย ก็ต้องปฏิบัติตาม อย่างแรกคือจะคืนเงินให้กับผู้รับเหมาที่มาซื้อพีคิวก่อนหน้านี้รายละ 1 แสนบาท"
รฟม.สูญเงินฟรีจ้างที่ปรึกษา
สำหรับบริษัทที่ปรึกษา ซึ่ง รฟม.ได้ว่าจ้างให้มาออกแบบรายละเอียด และจัดทำการประกวดราคานั้นได้จ่ายไปเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งสิ้น 300 กว่าล้านบาท ส่วนการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อควบคุมงานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงน่าจะยกเลิกได้ เพราะอยู่ระหว่างจะมีการคัดเลือก ยังไม่ได้ว่าจ้าง
ส่วนการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาศึกษาและออกแบบรายละเอียดโครงการรถไฟฟ้าส่วนที่เหลือ คือ สายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ สายสีม่วง ช่วงบางซื่อ-ราษฎร์บูรณะ สายสีเหลือง จากลาดพร้าว-บางกะปิ-บางนา-ตราด และสายสีส้ม บางกะปิ-บางบำหรุ วงเงิน 1,100 ล้านบาท ซึ่งได้บริษัท บีเอ็มทีดี จำกัด เป็นที่ปรึกษา ทางบีเอ็มทีดีศึกษามา 1 เดือน ก็ได้สั่งการให้ชะลอออกไปก่อน ให้ศึกษาเฉพาะสายสีน้ำเงินเท่านั้น เนื่อง จากแผนการลงทุนมีการปรับเปลี่ยนใหม่ แต่สายสีน้ำเงินไม่ได้ถูกตัดออกไป ถ้าผลสรุปออกมาแล้ว ให้ยกเลิกสายสีเหลือง คงไว้เฉพาะสายสีน้ำเงิน จะต้องมาปรับค่างานให้เหมาะสมกับเนื้องานจริงที่ลดลงไป
ที่ดินพันแปลงติดล็อกหมดสิทธิ์ซื้อขาย
แหลงข่าวจาก รฟม.เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ก่อนหน้านี้บริษัทที่ปรึกษาระบุว่า โครงการรถไฟฟ้าช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ ต้องใช้วงเงินสำหรับการเวนคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งสิ้น 5,964 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ประเมินไว้ที่ 1,500 ล้านบาท เนื่องจากราคาเดิมเป็นการประเมินจากการใช้เขตทางฟุตบาท แต่ราคาใหม่จะครอบคลุมรายจ่ายที่เป็นค่าเวนคืนที่ดินของประชาชนด้วย ไม่ว่าจะเป็นอาคารบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งที่ดินเปล่า
โดยที่ดินเปล่านั้นตามแผนจะนำมาสร้างทางขึ้น-ลงสถานี อาคารจอดรถ และศูนย์ซ่อมบำรุง ขนาด 163.5 ไร่ ซึ่งต้องจ่ายค่าเวนคืน 1,147 ล้านบาท เป็นต้น เนื่องจากโครงการมีความจำเป็นต้องใช้ที่ดินแปลงใหญ่ ทำให้ต้องเสียงบประมาณในการซื้อที่ดินจากเอกชนและเจ้าของที่ดินสูง ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูล ค่าเวนคืนที่ดินจะอยู่ที่ 4,082 ล้านบาท โดยต้องเวนคืนที่ดินจำนวน 1,053 แปลง คิดเป็นเนื้อที่ 266.8 ไร่ ค่าชดเชยอาคารและสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 626 หลัง วงเงิน 1,882 ล้านบาท โดยผู้ได้รับผลกระทบน่าจะมีหลายพันคน เพราะที่ดินบางแปลงเป็นที่แปลงใหญ่ หรือเป็นที่ตั้งของอาคารขนาดใหญ่อย่างคอนโดฯ ซึ่งมีเจ้าของจำนวนมาก สำหรับจุดที่จะเวนคืนส่วนใหญ่จะเป็นที่ตั้งของสถานี หรือบริเวณที่มีเขตทางน้อย และกรณีที่เป็นทางโค้ง ที่จะต้องรื้อถอนอาคารบางส่วน
สำหรับจุดที่ตั้งสถานีรถไฟฟ้าช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ ซึ่งพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินไว้แล้ว ซึ่งเจ้าของที่ดินและเจ้าของอาคารอาจไม่สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือ หรือทำนิติกรรมใดๆ เกี่ยวกับที่ดินได้ แม้โครงการนี้จะถูกยกเลิกไป เพราะพระราชกฤษฎีกาเวนคืนจะมีผลบังคับใช้ถึง 4 ปี ยกเว้นจะมีการยกเลิกพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ภายหลัง มีทั้งหมด 16 จุด หรือ 16 สถานี ซึ่งเจ้าของที่ดินและอาคารในแต่ละจุดจะได้รับผลกระทบและสูญเสียโอกาสที่จะซื้อขายเปลี่ยนมือตั้งแต่ช่วงที่มีกระแสข่าวเวนคืนที่ดินทำโครงการนี้จนถึงขณะนี้
เปิดโพย 16 จุดจาก "บางซื่อ-บางไผ่"
ได้แก่ เจ้าของที่ดิน-อาคาร บริเวณจุดที่ตั้งสถานีปลายทางคลองบางไผ่ อยู่บริเวณคลองบางไผ่ สถานีตลาดบางใหญ่ หน้าตลาดบางใหญ่ สถานีสามแยกบางใหญ่ อยู่หน้าหมู่บ้านกฤษดามหานคร 10 หมู่บ้านธนกาญจน์ บริเวณนี้จะมีที่จอดรถด้วย สถานีบางพลู อยู่บริเวณสี่แยกบางพลู
สถานีบางรักใหญ่ อยู่แยกตัดถนนราชพฤกษ์ สถานีท่าอิฐ อยู่แยกท่าอิฐ ใกล้กับสำนักงานเดิน รถองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่ 7 สถานีไทรม้า อยู่เยื้องเข้ามาทางทิศใต้ของถนนรัตนาธิเบศร์ ตรงซอยตาหรั่ง ข้ามสะพานพระนั่งเกล้า จะเป็นสะพานพระนั่งเกล้า อยู่บริเวณท่าทราย สถานีแยกนนทบุรี 1 อยู่บริเวณหน้าห้างเซ็นทรัล ทาวน์ เซ็นเตอร์
สถานีศรีพรสวรรค์ บริเวณซอยรัตนาธิเบศร์ 22 สถานีศูนย์ราชการ อยู่หน้าศาลากลางนนทบุรี เลี้ยวขวาแยกแครายเข้าถนนกรุงเทพ-นนทบุรี เป็นสถานีสาธารณสุข อยู่ด้านหน้ากระทรวงสาธารณสุข สถานีแยกติวานนท์ ระหว่างซอยกรุงเทพฯ-นนทบุรี 12-14 สถานีวงศ์สว่าง ก่อนถึงแยกวงศ์สว่าง สถานีบางซ่อน บริเวณชุมชนตลาดบางซ่อน สถานีเตาปูน บริเวณแยกถนนประชาราษฎร์ 2 และกรุงเทพฯ-นนทบุรีตัดกัน ซึ่งเป็นช่วงทางเลี้ยวโค้ง
"เรื่องนี้น่าเห็นใจชาวบ้าน เพราะเมื่อรัฐปรับเปลี่ยนโครงการและเวลาล่าช้าออกไปก็ยิ่งเสียโอกาส ไม่นับรวมช่วงที่สูญเสียไปแล้วกว่า 1 ปี ตั้งแต่มีกระแสข่าวโครงการนี้ออกมา เพราะถ้ายกเลิกโครงการแล้วทำรถเมล์บีอาร์ทีแทน ซึ่งอาจไม่ต้องเวนคืนที่ดินหรือเวนคืนน้อยลง ชาวบ้านก็จะไม่ได้ค่าเวนคืน ซื้อขายเปลี่ยนมือก็ทำไม่ได้มาเป็นปีๆ แล้ว ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ โดยเฉพาะชาวบางซื่อ เมื่อเปลี่ยนเส้นทางเป็นบางใหญ่-บางเขน ก็คงไม่ต้องเวนคืนที่ดินบริเวณนั้น แต่ที่ดินและอาคารยังติดกฎหมายเวนคืนอยู่เช่นเดียวกัน"
ทั้งนี้ รถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ ระยะทาง 23 กิโลเมตร ครม.ได้อนุมัติในหลักการให้ดำเนินการเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2547 โดยให้ รฟม.เร่งก่อสร้างและเปิดให้บริการในปี 2552
กม.เวนคืนบังคับใช้ 7 พ.ค.2548
ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะดำเนินการเพื่อกิจการขนส่งมวลชน ในท้องที่อำเภอบางบัวทอง อำเภอบางใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี และเขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร (กทม.) พ.ศ.2548 มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายตั้งแต่เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2548 ที่ผ่านมา (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 122 ตอน 37 ก วันที่ 6 พฤษภาคม 2548) สาระสำคัญเป็นการกำหนดเขตที่ดินเพื่อเวนคืนบริเวณที่จะก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าบางซื่อ-บางใหญ่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ในอำเภอบางบัวทอง บางใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี และเขตบางซื่อ กทม.
โดยกำหนดให้กฎหมายมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีกำหนด 4 ปี และให้ รฟม.มีอำนาจในการดำเนินการสำรวจ เพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพ ลักษณะการใช้ประโยชน์ บน เหนือ หรือใต้พื้นดินหรือพื้นน้ำ เพื่อวางแผนหรือออกแบบกิจการขนส่งมวลชน และมีอำนาจในการเวนคืน โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมรักษาการตามพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้
"บางใหญ่-บางเขน" ยังไม่สรุป
ด้านนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว. คมนาคม เปิดเผยว่า ถึงขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าโครงการดังกล่าวจะปรับเปลี่ยนเป็นระบบใด อาจเป็นไปได้ทั้งเฮฟวี่เรล โมโนเรล ไลต์เรล หรือบีอาร์ที เพราะกำลังให้สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรศึกษา ที่ชัดเจนคือแนวเส้นทางจะปรับเปลี่ยนเป็นบางใหญ่-บางเขน แทนบางซื่อ-บางใหญ่ หากเป็นโมโนเรลก็จะทำให้งบฯลงทุนที่ใช้ก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า 7 ทั้งระบบเพิ่มขึ้นจาก 3.4 แสนล้านบาท เป็น 4 แสนล้านบาท แต่จะไม่ให้เกินกรอบที่วางไว้ คือ 5.5 แสนล้านบาท ส่วนกรณีมีการออกกฎหมายเวนคืนแล้วนั้นคิดว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบอะไรมาก เพราะยังไม่มีการเวนคืน
นายคำรบลักขิ์ สุรัสวดี ผู้อำนวยการ สนข. เปิดเผยว่า แม้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง แต่สามารถใช้กฎหมายเวนคืนที่ออกไปมาปรับใช้ได้ อย่างไรก็ตาม กำลังหาทางแก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้าน เพราะบางรายพอรู้ว่าจะถูกเวนคืนก็อาจจะไปซื้อบ้านใหม่ หรือเตรียมจะโยกย้ายไปอยู่ที่อื่น สำหรับการเปิดประมูลโครงการรถไฟฟ้า สายแรกคือสายสีแดง จะประมูลประมาณเดือนธันวาคม 2548 นี้ โดยจะดำเนินการช่วงบางซื่อ-รังสิตก่อน จากนั้นเป็นตลิ่งชัน-สุวรรณภูมิ และหัวลำโพง-มหาชัย
ประชาชาติธุรกิจ