![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
| โค้งสุดท้ายเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. "ปวีณา-อภิรักษ์"ชิงดำ "ดร.โจ-ชูวิทย์"ไปไม่ถึงดวงดาว |
|
เพราะไม่มีชื่อของ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ อยู่ในบัญชีผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ไม่ว่าในนามพรรคไทยรักไทย หรือในนามผู้สมัครอิสระ โพลแทบทุกสำนักจึงยกให้ นางปวีณา หงสกุล ผู้สมัครเบอร์ 7 ขึ้นเป็นมือวางอันดับ 1 ที่น่าจะได้รับเลือกตั้งมากที่สุด
ขณะที่ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัครหมายเลข 1 จากพรรคประชาธิปัตย์ ยึดครองตำแหน่งมือวางอันดับ 2 อย่างเหนียวแน่น ถัดลงไปถึงจะเป็น นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครหมายเลข 15 และ นายพิจิตต รัตตกุล ผู้สมัครหมายเลข 19
ช่วงก่อนและหลังการรับสมัครเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 26-30 กรกฎาคม ที่ผ่านมา หลายคนประเมินว่าผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ ภายหลังวันที่ 29 สิงหาคม น่าจะเป็น 1 ใน 5 ผู้สมัครคือ "ปวีณา-อภิรักษ์-ชูวิทย์-พิจิตต" และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้สมัครหมายเลข 3
จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง เมื่อดูจากความได้เปรียบด้านฐานเสียงในพื้นที่ ความพร้อมด้านบุคลากรและทีมงาน ความอุดมสมบูรณ์ของกระสุนเสบียงกรัง บวกกับกระแสพรรคหนุนส่ง ภาพพจน์และคุณสมบัติของผู้สมัคร
ทำให้ตัวเก็งที่ได้รับการคาดหมายสูงสุดในเวลานี้เหลือเพียง 2 คน
โพล 3-4 สำนักที่ออกสำรวจคะแนนนิยมผู้สมัครในช่วงใกล้โค้งสุดท้าย แม้ผลที่ออกมาจะพบว่าตัวเก็งอันดับ 1 และ 2 ยังเป็นคนเดิม แต่ที่แตกต่างกันออกไปก็คือ โพลบางสำนักระบุว่าตัวเก็งอันดับ 1 ยังอยู่ในอันดับ 1 เช่นเดิม โดยมีอันดับ 2 ทำคะแนนจี้ตามมาติดๆ
แต่บางโพลกลับระบุว่าอันดับ 2 ทำคะแนนแซงหน้าอันดับ 1 ไปเรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้ในการจัดทำโพลของแต่ละสำนัก อาจจะมีความแตกต่างหรือเหลื่อมล้ำกันทั้งในเรื่องของเวลา สถานที่ และกลุ่มตัวอย่าง แต่ผลที่ออกมาก็ทำให้คนที่ติดตามความเคลื่อนไหวในศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ พอจะมองออกว่า การแข่งขันที่คู่คี่ก้ำกึ่งกินกันไม่ลงแบบนี้เอง อาจจะทำการแข่งกันหาเสียงเพิ่มความดุเดือดมากยิ่งขึ้น
มองลึกลงไปถึงความเคลื่อนไหวในช่วงโค้งสุดท้าย ที่ผู้สมัครแต่ละคนต้องงัดกลเม็ดขึ้นมาประชันกันอย่างถึงพริกถึงขิง ใครมีทีเด็ดซุกซ่อนไว้ก็จะได้เห็นในช่วงนี้ เป้าหมายก็เพื่อช่วงชิงและตรึงคะแนนเสียงแต่ละเสียงไว้ให้ได้ จนกว่าจะถึงวันหย่อนบัตร
นางปวีณา หงสกุล ในฐานะมือวางอันดับ 1 คะแนนเสียงที่เคยวูบๆ วาบๆ แกว่งไปแกว่งมา ถึงตอนนี้ก็เริ่มที่จะมีความมั่นคงและแน่นอนมากขึ้น
จากการเปิดตัว "ทีมงาน" 10 คน เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ประกอบด้วย
เมื่อดูจากชื่อทีมงานทั้ง 10 คน โดยเฉพาะกรณีของ พล.ต.ต.พงศพัศ พงษ์เจริญ, นายธวัชชัย สัจจกุล หรือ พล.อ.ต.น.พ.เฉลิมชัย เครืองาม ก็พอจะเห็นริ้วรอยโยงใยไปถึง "แบ๊กอัพ" ของนางปวีณา ได้ไม่ยากว่าเป็นใคร
การดึงคนอย่าง อาจารย์แล ดิลกวิทยรัตน์ และ อาจารย์ปรีชา เปี่ยมพงษ์สานต์ เข้ามาร่วมเป็นทีมงานดูแลงานด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชน และงานด้านสิ่งแวดล้อมได้ ก็ต้องถือว่าไม่ธรรมดา และน่าจะเกินขีดความสามารถของนางปวีณา ด้วยซ้ำ
อย่างไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นฝีมือคนในรัฐบาลหรือไม่ก็ตาม ที่เชื้อเชิญ 2 บุคคล "คุณภาพ" ให้เข้ามาร่วมทีมนางปวีณา แต่ต้องยอมรับว่าเป็นการสร้างจุดสนใจ ให้ปัญญาชนและชนชั้นระดับกลางที่เคยคิดว่าจะเลือกนายอภิรักษ์ เกิดความไขว้เขวขึ้นมาได้
นอกจากการกลับหลังหัน 180 องศาของ นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทยที่ดูแลพื้นที่ กทม. โดยการเรียกประชุม ส.ส.กทม. และ ส.ก.พรรคไทยรักไทย จำนวนหนึ่ง ที่โรงแรมเลอ เมอริเดียน เพื่อกำหนดแนวทางสนับสนุนนางปวีณา ให้ได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. แล้ว
ข่าวแจ้งว่าบุคคลในรัฐบาลยังสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นเครื่องมือกลไกของรัฐที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด ออกเดินหาเสียงช่วยนางปวีณา ทั้งนี้ ยังไม่นับนายตำรวจบางคนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับนางปวีณา ก็แอบเดินขอคะแนนช่วยเหลือเป็นการส่วนตัวอีกแรง
จุดนี้เองที่ทำให้นางปวีณา มีความได้เปรียบเหนือผู้สมัครคนอื่น โดยเฉพาะ นายชูวิทย์ และ ร.ต.อ.เฉลิม ที่มีประวัติความสัมพันธ์ไม่ค่อยดีนักกับกลุ่มคนในเครื่องแบบสีกากี
เป็นความมั่นใจถึงขนาดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นำมากล่าวแบบทีเล่นทีจริงระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ว่าสงสัยผู้ว่าฯ กทม. จะเป็นผู้หญิงเบอร์ 7
สำหรับ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ตัวเต็งอันดับ 2 หลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์หยั่งเสียงคนกรุงพบว่ามีคะแนนผลัดกัน "รุก" ผลัดกัน "รับ" กับนางปวีณา ผู้สมัครเต็ง 1 ก็ได้จัดวางโปรแกรมหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายอย่างรัดกุม มุ่งเน้นไปในพื้นที่ที่ไม่มี ส.ส. ส.ก.-ส.ข. ของพรรคอยู่
พร้อมกับจัดเวทีให้บรรดาแกนนำพรรคตั้งแต่ระดับ นายชวน หลีกภัย, นายบัญญัติ บรรทัดฐาน และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โชว์ฝีปากหาเสียงเปิดนโยบายใหม่ ตอกย้ำนโยบายเก่า พร้อมกับถล่มคู่แข่งไปในตัว โดยเฉพาะประเด็นการแอบอ้างเป็น "ผู้สมัครอิสระ" ทั้งที่เบื้องหลังมีพรรคการเมืองใหญ่หนุนอยู่เต็มตัว
ประชาธิปัตย์สั่งระดมกำลังจากทุกส่วนให้ ส.ส. จากจังหวัดต่างๆ ช่วยเรียกคะแนนจากประชาชนในต่างจังหวัด ที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ใน กทม. เพื่อรวบรวมคะแนนเสียงให้ได้มากที่สุด เป็นการใช้ฐานทางการเมืองของพรรคให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ถือเป็นจุดที่นายอภิรักษ์ ได้เปรียบผู้สมัครอิสระคนอื่นๆ ที่ไม่มีฐานทางการเมืองคอยสนับสนุน
ผู้สมัครอีกคนหนึ่งที่เบื้องต้นถูกมองว่ามีโอกาสชนะเช่นกัน หากกระแส "ไม่เอา" พรรคไทยรักไทยมาแรงจัดในหมู่คนกรุงเทพฯ ก็คือ นายพิจิตต รัตตกุล
แต่ระยะหลังยังไม่ทันเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายกระแส "ดร.โจ" ก็ดูเหมือนจะแผ่วปลายไปง่ายๆ อาจเป็นไปได้ว่า ดร.โจได้ผ่านจุดสูงสุดมาแล้วในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อปี 2539 มาครั้งนี้จึงยากที่จะกลับมาสร้างเซอร์ไพรส์อีกรอบ
เช่นเดียวกับ นายมานะ มหาสุวีระชัย ผู้สมัครเบอร์ 5 ที่ถึงแม้จะมีพี่เลี้ยงอย่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง คอยเดินตามประกบไม่ห่าง แต่การที่ พล.ต.จำลอง ออกมาเปิดศึกชนกับพรรคไทยรักไทยอย่างโจ๋งครึ่ม กลับกลายเป็นผลเสียกับตัวเอง และนายมานะ มากกว่าจะเป็นผลดี
เพราะเป็นไปได้มากกว่าที่กลุ่มคนซึ่งไม่ชอบพรรคไทยรักไทยเป็นทุนเดิม จะเทคะแนนเลือกนายอภิรักษ์ มากกว่าที่จะเลือกนายมานะ
ขณะที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ถูกมองว่าเป็นผู้สมัคร "ดาวรุ่ง" ที่มาแรงมากที่สุดในครั้งนี้ จากที่เคยถูกมองเป็นเพียงไม้ประดับ กลับถีบตัวขึ้นมาจนติดกลุ่มตัวเก็งได้อย่างน่าทึ่ง
แต่จุดที่นายชูวิทย์เสียเปรียบคือ การที่ไม่มีคะแนนจัดตั้งทางการเมืองเหมือนผู้สมัครตัวเก็งคนอื่น ความแรงของนายชูวิทย์ เป็นความแรงในวงกว้างที่ไม่มีกลุ่มคะแนนเสียงที่ชัดเจน
ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่นิยมชมชอบใน "ลูกบ้า" ของผู้สมัครหมายเลข 15 จะเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบทำอะไรแบบ "เอามัน" เข้าว่า เน้นไปที่ความสะอกสะใจ มากกว่าจะคำนึงถึงด้าน "ศีลธรรม"
แต่ปัญหาของนายชูวิทย์ ก็คือจะสามารถแปรกระแสความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นนี้ ให้เป็นคะแนนเสียงได้หรือไม่
สำหรับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แม้จะกุมฐานคะแนนย่านฝั่งธนฯ ไว้ได้เป็นกอบเป็นกำ และยังมี ส.ก.พรรคไทยรักไทย ที่แตกกลุ่มออกมาให้การสนับสนุนด้วยส่วนหนึ่ง แต่ความสำเร็จก็ยังถือว่าห่างไกลจากตัวเก็งคนอื่นอยู่อีกมาก
ร.ต.อ.เฉลิม พยายามอาศัยความได้เปรียบจากคะแนนจัดตั้งย่านฝั่งธนฯ และการเป็นอดีตสารวัตรกองปราบปราม ออกเดินขอแรงสนับสนุนจากผู้มากบารมีตามชุมชน ตรอก ซอก ซอยต่างๆ ตามความถนัด
ทั้งยังส่งตัวแทนไปพบ ส.ว.กทม. ชื่อดังคนหนึ่ง เพื่อขอความช่วยเหลือด้านคะแนนเสียง แต่ก็ถูกปฏิเสธ เพราะ ส.ว. คนดังกล่าวดูทิศทางลมแล้ว เห็นว่าควรให้การสนับสนุนผู้สมัครที่เป็นฝ่ายรัฐบาลมากกว่า เพื่อผูกมิตรในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม แม้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.จะเดินมาถึงช่วงโค้งสุดท้าย ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นไปอย่างคู่คี่ก้ำกึ่ง แต่ก็ยังพอมองออกได้ว่า "ปวีณา-อภิรักษ์" ถือเป็นคู่ชิงดำที่สูสีกันมากที่สุดในขณะนี้
ส่วนใครจะเป็นผู้ชนะที่แท้จริงก็คงต้องรอลุ้นกันจนถึงนาทีสุดท้าย
ที่มาจากหนังสือพิมพ์ 
![]() |
|
||
|
||
|
||
|
||
|
||
|
||
|
||
|
||
|
||
|