ปฏิบัติการงัดข้อ! "รัฐบาล VS ผู้ว่าฯ กทม." สงครามแย่งชิงมวลชน
ในที่สุดความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลโดยการนำของ พรรคไทยรักไทย กับผู้ว่าฯ กทม. อภิรักษ์ โกษะโยธิน จากค่ายประชาธิปัตย์ ก็ทวีความรุนแรงให้เห็นชัดขึ้นเป็นลำดับ
เมื่อรัฐบาลโดดเข้ามาขวางโครงการขยายเส้นทางรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีสะพานตากสินฝั่งกรุงเทพฯ ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังสถานีถนนตากสินฝั่งธนบุรี ระยะทาง 2.2 กิโลเมตร วงเงิน 2,300 ล้านบาท งานนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถึงกับลงมาเล่นด้วยตัวเองด้วยการประกาศกร้าว...!!!
"กทม.ไม่ใช่รัฐอิสระ"
และที่สำคัญโครงการดังกล่าวไม่คุ้มค่ากับการลงทุน และเข้าข่ายขัดมติคณะรัฐมนตรี
แปลง่ายๆ แบบตรงตัวก็คือ กทม.จะต้องอยู่ภายใต้การบังคับของรัฐบาลนั่นเอง
โดยนายกรัฐมนตรีต้องการให้นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและแผนการขนส่งและการจราจร ซึ่งจะต้องได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลผ่านกระทรวงมหาดไทยก่อนถึงจะทำงานได้
แต่ประเด็นนี้ "อภิรักษ์" ไม่สน เพราะรอมติ ครม.เรื่องขออนุมัติเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการลงทุน ซึ่งยืดเยื้อมาหลายปีไม่ไหว
กทม.จึงต้องตัดสินใจดำเนินการเอง โดยจะนำเรื่องการขอใช้งบประมาณ 2,300 ล้านบาท เข้าสู่ที่ประชุมสภา กทม.อีกครั้งในวันพุธที่ 26 ตุลาคมนี้
หลังจากที่ ส.ก.ค่ายไทยรักไทย เดินเกมสกัดกั้นด้วยการวอล์คเอาท์ออกจากห้องประชุมสภา กทม.ทันทีที่มีการเสนอญัตติโครงการดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้การประชุมครั้งดังกล่าว ล่มไม่เป็นท่า
แต่ครั้งนี้ อภิรักษ์ เตรียมหยิบยกเหตุผลความต้องการของประชาชนที่ได้จัดทำประชาพิจารณ์มานำเสนอในสภา กทม.รับทราบ
โดยคาดหวังจะได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ส่งผลให้โครงการนี้สำเร็จได้ในเดือนมิถุนายนปีหน้า พร้อมทั้งผลักดันส่วนต่อขยายทุกสายให้เกิดขึ้นในสมัยผู้ว่าฯ กทม.คนนี้..!!!
ทั้งนี้ทั้งนั้น กทม.เองก็พร้อมที่จะออกพันธบัตรระดมทุน หากงบประมาณของโครงการไม่เพียงพอ
กระนั้นก็ดี เกมการเมืองระหว่าง "รัฐบาลกลาง" กับ กทม. ซึ่งเป็นองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น คงไม่จบลงง่ายๆ
นั่นเพราะพรรคประชาธิปัตย์ ส่งทีมงานเข้ามาหนุนอย่างเต็มที่ ไม่ปล่อยให้ อภิรักษ์ โดดเดี่ยวถูกรุมกินโต๊ะเหมือนที่ผ่านมา
พรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ออกมาชี้แจงเหตุผลในการขัดขวางโครงการนี้
ไม่ใช่จะอ้างแต่เพียงว่า เป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า
ทั้งๆ ที่ หากมองภาพรวมของโครงการ ถือว่าคุ้มกับการลงทุน โดยเฉพาะด้าน สังคม ที่สภาพการจราจรใน กทม.ทุกวันนี้แทบเป็นหมัน
ประกอบกับเกิดวิกฤติการณ์ราคาน้ำมันที่ถีบตัวสูงขึ้น
การเปิดบริการรถสาธารณะจึงเป็นทางเลือกที่คุ้มทุนกว่า ทั้งยังประหยัดเวลา ลดมลพิษทางอากาศ ลดการใช้น้ำมัน ลดอุบัติเหตุ
โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการจราจร ที่สามารถแก้ปัญหารถติดบนสะพานตากสินและสะพานสาทรได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ในสภาพวิกฤติอย่างแสนสาหัส
หากมีรถไฟฟ้าบีทีเอส จะช่วยขนถ่ายผู้โดยสารได้ถึงวันละ 1 แสนคน อีกทั้งยังเป็นโครงการเชื่อมต่อซึ่งใช้งบประมาณไม่มาก กทม.สามารถดำเนินการเองได้ภายใน 1 ปี หากรัฐบาลไม่สนับสนุน
ขณะเดียวกันเป็นโครงการเชื่อมต่อจากโครงการเดิม ไม่ใช่การลงทุนใหม่ทั้งหมดเพราะมีตอม่ออยู่แล้ว เป็นการลงทุน 1 ใน 3 คิดเป็น 1.3 พันล้านบาท โดยลงทุนอีก 2.3 พันล้านบาทเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ อภิรักษ์ ประกาศเดินหน้าต่อโดยไม่ง้อรัฐบาล...
เพราะถ้าโครงการนี้เดินหน้าประสบผลสำเร็จ แม้จะเป็นระยะทางสั้นๆ แน่นอนว่า กระแสความนิยมในตัวของ อภิรักษ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
ที่สำคัญโครงการนี้เป็นการซื้อใจคน กทม.ล้วนๆ เพราะโครงการก่อสร้างอยู่ในพื้นที่ฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์
หากยังจำกันได้ก่อนหน้านี้มีขบวนการดิสเครดิต และแย่งซีน การทำหน้าที่ ของ อภิรักษ์ มาโดยตลอด
ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเป็นศูนย์แก้ไขปัญหาจราจร ในช่วงหน้าฝนรับภัยน้ำท่วม
โดยในครั้งนั้น นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร บัญชาการให้ "นายกฯ น้อย" เนวิน ชิดชอบ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ประสานภาครัฐ-เอกชน เตรียมความพร้อมทั้งรถลาก รถยกในพื้นที่สุ่มเสี่ยง
การระดมพลตรวจระบบระบายน้ำและโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำของส.ส.กรุงเทพฯ ภายใต้สังกัดของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลเมืองหลวง
การออกมาตั้งข้อสังเกตการเบิกจ่ายงบประมาณ กทม.
กระทั่งกรณีการจัดบ้านเลขที่ใหม่ใน 25 เขตพื้นที่ กทม.
แม้รัฐบาลจะเพียรพยายามดิสเครดิตผู้ว่าฯ กทม. ในทุกวิถีทาง
แต่คะแนนนิยมของพรรคไทยรักไทยใน กทม.กลับไม่กระเตื้องขึ้น
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการเดินเกมที่ผิดพลาดของรัฐบาลจากพรรคไทยรักไทย ที่ใช้เงินถมทะเลเป็นว่าเล่น
ก่อนเลือกตั้งหาเสียงรัฐบาลพรรคไทยรักไทยประกาศเดินหน้าโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีม่วง บางซื่อ-บางใหญ่
แต่จู่ๆ ก็ประกาศยกเลิกโดยอ้างมาตรการทบทวนโครงการเมกะโปรเจคท์และ ความคุ้มค่าด้านการลงทุน
โดยจะทำเป็นรถบีอาร์ทีแทน อันเป็นโครงการของ อภิรักษ์ ที่ประกาศเป็นนโยบายหาเสียงไว้ตั้งแต่ต้น
กอปรการเคลื่อนไหวของ ส.ส.เมืองกรุง และส.ส.นนทบุรีของพรรค ที่กลัวจะเสียสัจจะและนำมาสู่ความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
เป็นเหตุให้รัฐบาลจำต้องพลิกกลับมาทำรถไฟฟ้าได้ดินต่ออีก
แถมยังขยายโครงการให้มุดแม่น้ำเจ้าพระยาเดินรถไฟฟ้าไปถึงบางใหญ่
พร้อมทั้งเตรียมแผนการลงทุนพัฒนาโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนทั้งระบบ ซึ่งจะเชื่อมต่อไปยังสนามบินสุวรรณภูมิด้วย
เหตุนี้เองรัฐบาลจึงต้องการรับเป็นเจ้าภาพแต่เพียงผู้เดียว
เหตุผลหลักคงไม่ต่างอะไรกับ "อภิรักษ์" และพรรคประชาธิปัตย์
นั่นเพราะในปี 2549 จะมีการเลือกตั้ง ส.ก.ใหม่ใน 50 เขต โดยที่พรรคไทยรักไทยหมายมั่นปั้นมือจะกวาดที่นั่งให้ได้มากที่สุด
นี่เอง จึงเป็นที่มาของปฏิบัติการงัดข้อกันระหว่างรัฐบาลกับผู้ว่าฯ กทม.
อันเป็นสงครามแย่งชิงมวลชนเพื่อยึดฐานที่มั่นใน กทม.เป็นการเฉพาะ
บัญชา แข็งขันที่มาจากหนังสือพิมพ์
โดย : NaiNat
อีเมล์ : m@m.com
วันที่ : 2005-10-25 08:56:46