|
โพลล์สุดท้ายผู้ว่าฯ ทิ้งห่างคนเคยนำ
|
|

"ธรรมศาสตร์-เนชั่นโพลล์" ครั้งสุดท้าย 7 วันก่อนหย่อนบัตร ผู้สมัคร B ที่แซงโค้งในการสำรวจ 3 ครั้งหลังสุดยังนำเป็นที่ 1 ชนะถึง 30 เขต ขณะที่ผู้สมัคร A ที่เคยนำในช่วงแรกเริ่มโดนทิ้งห่าง แถมผลวิเคราะห์ฟันธงกลุ่มไม่ตัดสินใจร้อยละ 41 ยังมีแนวโน้มเลือก B มั่นใจถึงวันเลือกจริงไม่มีการพลิกล็อกแน่
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ร่วมกับเครือเนชั่น ได้ทำการสำรวจผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร กรณีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 21-22 ส.ค. หรือ 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง จากกลุ่มตัวอย่าง 4,074 ราย ผลการวิเคราะห์โดย รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร พบว่า ผู้ที่ยังสงวนท่าทีมีสูงถึงร้อยละ 41.1 และผู้ที่ได้คะแนนนิยมนำเป็นที่ 1 เริ่มทิ้งห่างที่ 2 ถึงหนึ่งช่วงตัวแล้ว ผลสำรวจนี้ได้ทำเป็นครั้งสุดท้ายในการดูถึงพฤติกรรมการตัดสินใจของคน กทม.ก่อนวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง 29 ส.ค.นี้
คะแนนเริ่มทิ้งห่าง
ผลการสำรวจทั้ง 6 รอบ และยืนยันอีกครั้งในรอบที่ 7 คือมีผู้สมัครที่นำยังใน 4 อันดับแรก มีคะแนนต่างจากผู้สมัครรายอื่นอย่างเห็นได้ชัด โดยผลการสำรวจในรอบที่ 7 คะแนนผู้สมัคร 4 ราย กวาดคะแนนไปเกือบหมดคือ ผู้สมัคร B ที่เริ่มแซงขึ้นมานำในการสำรวจ 3 ครั้งหลัง มีคะแนนนิยม ร้อยละ 23.5 ผู้สมัคร A ซึ่งเป็นอดีตตัวเต็ง ตามหลังที่ร้อยละ 11.3 ผู้สมัคร C ซึ่งเป็นขวัญใจวัยรุ่น ตามมาที่ร้อยละ 7.8 ซึ่งเท่ากับผู้สมัคร D นักการเมืองดัง คือร้อยละ 7.8 เช่นกัน ที่เหลือคะแนนตกเป็นของผู้สมัครอื่นๆ ที่เหลือเพียงไม่ถึงร้อยละ 10 แม้ว่าจะมีความพยายามหาเสียงอย่างสุดฤทธิ์ ไม่เกรงกลัวบารมีกันแล้วก็ตาม (ดูแผนภูมิ)
นอกจากนี้ จำนวนผู้ไม่ตัดสินใจยังมีมากถึงร้อยละ 41.1 และเป็นความหวังให้แก่ผู้สมัครทุกรายที่จะใช้เป็นโอกาสสุดท้ายพลิกโผการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยทุกฝ่ายต่างประเมินว่า การระดมหาเสียงในช่วง 3 วันสุดท้ายเปลี่ยนผลการเลือกตั้งได้
คนที่ยังไม่ตัดสิน "ฐานเสียงใคร??"
คำตอบที่ทุกฝ่ายอยากรู้มากที่สุดคือ คนที่ไม่เปิดเผยว่าจะเลือกใครในร้อยละ 41.1 นั้น ใจจริงแล้วเขาน่าจะเลือกใคร ผลการตัดสินใจของคนกลุ่มนี้จะทำให้โพลล์ของทุกสำนักหงายหลังหรือไม่ มธ.-เนชั่นโพลล์ ได้ใช้วิธีวิเคราะห์คำตอบที่ไม่ตอบ พบว่า คนที่แจ้งว่ายังไม่ตัดสินใจ เป็นหญิงร้อยละ 51.8 มากกว่าเพศชายเล็กน้อย เป็นผู้มีอายุระหว่าง 26-40 ปี ร้อยละ 37.1 และ 41-60 ปี ร้อยละ 34.3 โดยมีทั้งผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 36.1 และมัธยมศึกษา ร้อยละ 26.9 เป็นนักธุรกิจ ร้อยละ 23.9 และพ่อค้าแม่ค้า ร้อยละ 22.3
หากวิเคราะห์ถึงฐานคะแนนจากการสำรวจใน 6 ครั้งแรก ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เปรียบเทียบระหว่างผู้สมัคร 2 รายที่มีคะแนนนำสูงสุด จะเห็นความแตกต่างว่า ผู้สมัครที่มีคะแนนนำเป็นอันดับ 1 (ผู้สมัคร B) ได้รับความนิยมค่อนข้างสูงในเพศชาย วัยทำงาน การศึกษาปริญญาตรี และในกลุ่มอาชีพข้าราชการ นักธุรกิจ
ส่วนผู้ที่มีคะแนนตามมาเป็นอันดับ 2 (ผู้สมัคร A) จะมีคะแนนนิยมในกลุ่มเพศหญิง วัยทำงานเช่นกัน การศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรี และในกลุ่มอาชีพพ่อค้าแม่ค้า ผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร รับจ้าง ซึ่งเมื่อพิจารณาจากกลุ่มคนที่ตอบว่า ไม่ตัดสิน ดูเหมือนจะมีความไม่ได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะมีการกระจายลงไปในฐานคะแนนเสียงของทั้งคู่
วิเคราะห์ฐานคะแนนเปลี่ยนไปหรือไม่
การเปรียบเทียบคะแนนนิยม 2 ผู้สมัคร ที่มีคะแนนสูงสุดคือ ผู้สมัคร B และผู้สมัคร A ในกลุ่มเพศ อายุ อาชีพ และการศึกษาที่แตกต่างกัน โดยใช้ข้อมูลการสำรวจล่าสุดในโค้งสุดท้ายสัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง ทำให้ความเชื่อต่างๆ ในอดีตถูกทำลายไป โดยผลการสำรวจเปรียบเทียบดังนี้
ปัจจัยด้านเพศ ผู้มีสิทธิเพศชาย ดูจะนิยมผู้สมัคร B มากกว่าผู้สมัคร A ในสัดส่วนถึง 3 ต่อ 1 คือร้อยละ 74.6 ต่อ ร้อยละ 25.4 ส่วนเพศหญิง ก็นิยมต่อผู้สมัคร B มากกว่าผู้สมัคร A เช่นกัน คือร้อยละ 63.0 ต่อร้อยละ 37.0 กล่าวคือ ไม่ว่าชายหรือหญิงก็ชอบผู้สมัคร B มากกว่าผู้สมัคร A
ในด้านอายุ พบว่าผู้สมัคร B ได้รับความนิยมสูงกว่าผู้สมัคร A แบบม้วนเดียวจบเช่นกัน คือได้รับความนิยมสูงกว่าในทุกช่วงอายุ โดยมีค่าต่ำสุดที่ร้อยละ 64.0 ในช่วงอายุ 26-40 ปี และสูงสุดร้อยละ 73.1 ที่ช่วงอายุ 18-25 ปี ส่วนผู้สมัคร A ได้รับความนิยมต่ำสุด ร้อยละ 26.9 ในกลุ่มอายุ 18-25 ปี และสูงสุดร้อยละ 36.0 ในช่วงอายุ 26-40 ปี
ด้านการศึกษา ผลการสำรวจในอดีต พบว่า ฐานคะแนนผู้สมัคร A อยู่ในกลุ่มต่ำกว่าปริญญาตรี ส่วนฐานคะแนนสนับสนุนผู้สมัคร B อยู่ในกลุ่มปริญญาตรีขึ้นไป แต่ผลการสำรวจในครั้งที่ 7 พบว่า คะแนนในทุกระดับการศึกษาเป็นของผู้สมัคร B โดยมีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นเมื่อการศึกษาสูงขึ้น คือจากร้อยละ 62.7 ต่อร้อยละ 37.3 ในระดับประถมศึกษาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนสัดส่วนร้อยละ 80 ต่อ 20 ในกลุ่มการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี
ประเด็นสุดท้ายที่นำมาเทียบกันคือ ด้านอาชีพ พบว่า คะแนนนิยมผู้สมัคร B และ A ใกล้เคียงกันในกลุ่มอาชีพแม่บ้านและเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน แต่คะแนนนิยมผู้สมัคร B ค่อนข้างทิ้งห่าง ในอาชีพข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ นักธุรกิจ นักศึกษา และในกลุ่มผู้ว่างงาน
ผลสรุปในช่วงโค้งสุดท้าย คะแนนนิยมที่ดีวันดีคืนของผู้สมัคร B แซงหน้าผู้สมัคร A ที่ตกลงมาเป็นอันดับ 2 ในแทบทุกมุมมองที่เข้าไปวิเคราะห์ คาดว่าน่าจะพลิกผันได้ยากในช่วง 3 วันสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจว่า แรงผลักหรือแรงสนับสนุนอะไร จากฝ่ายใดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายเช่นนี้
การเลือกตั้งหนก่อนของผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจ
เมื่อวิเคราะห์ว่า คนที่ตอบว่ายังไม่ตัดสินใจกับพฤติกรรมการลงคะแนนในอดีต พบคำตอบที่น่าสนใจดังนี้ มีถึงร้อยละ 48.9 ที่เลือกนายสมัคร สุนทรเวช เลือกนางสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ร้อยละ 16.2 เลือกนายธวัชชัย สัจจกุล ร้อยละ 6.6 เลือก พ.อ.วินัย สมพงษ์ ร้อยละ 1.4 เลือกคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ร้อยละ 2.3 เลือกผู้สมัครอื่นๆ ร้อยละ 4.1 และไม่ได้ไปเลือกตั้งถึงร้อยละ 20.4
หากใช้ผลการสำรวจในรอบก่อนๆ ว่า ผู้ที่เคยเลือกคุณหญิงกัลยา มีแนวโน้มในการเลือกผู้ที่มีคะแนนนำอันดับ 1 (ผู้สมัคร B) แต่ผู้ที่เคยเลือกคุณสุดารัตน์ มีแนวโน้มเลือกผู้มีคะแนนนำอันดับ 2 (ผู้สมัคร A) ก็ยังพอเป็นกำลังใจได้ว่า คะแนนที่ยังไม่ตัดสินใจน่าจะมีสัดส่วนเทไปด้านอันดับ 2 มากกว่าอันดับ 1 แต่เมื่อพิจารณาถึงผลการสำรวจในรอบที่ 7 พบความสัมพันธ์ที่น่าตกใจดังนี้คือ
ผู้ที่เลือกนายสมัครในอดีต เลือกผู้สมัคร B ร้อยละ 25.1 เลือกผู้สมัคร A ร้อยละ 10.3 ผู้ที่เลือกนางสุดารัตน์ เลือกผู้สมัคร B ร้อยละ 20.7 เลือกผู้สมัคร A ร้อยละ 17.5 ผู้ที่เลือกนายธวัชชัย เลือกผู้สมัคร B ร้อยละ 26.4 เลือกผู้สมัคร A ร้อยละ 10.7 ผู้ที่เลือก พ.อ.วินัย เลือกผู้สมัคร B ร้อยละ 19.7 เลือกผู้สมัคร A ร้อยละ 8.5 ผู้ที่เลือกคุณหญิงกัลยา เลือกผู้สมัคร B ร้อยละ 46.6 เลือกผู้สมัคร A ร้อยละ 6.1 ผู้ที่เลือกคนอื่นๆ เลือกผู้สมัคร B ร้อยละ 19.6 เลือกผู้สมัคร A ร้อยละ 14.4 ผู้ที่ไม่ได้ไปเลือกตั้ง เลือกผู้สมัคร B ร้อยละ 16.7 เลือกผู้สมัคร A ร้อยละ 9.3
ผลดังกล่าวแปลความหมายได้ว่า การตัดสินใจเลือกผู้ว่าฯ ในอดีต แทบจะไม่มีผลต่อการแบ่งฝ่ายในการตัดสินเลือกผู้สมัครปัจจุบันเลย ความเป็นกลุ่มก้อนเพื่อสนับสนุนผู้สมัคร A ที่เคยพบในคนที่เคยเลือกนางสุดารัตน์ ได้ถูกละลายหายไป ในขณะที่ความเป็นกลุ่มก้อนในการเลือกผู้สมัคร B ของผู้ที่เคยเลือกคุณหญิงกัลยา ยังคงอยู่ในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงตามเดิม โดยผู้สมัคร B มีคะแนนนิยมนำเหนือผู้สมัคร A ในทุกแบบของพฤติกรรมการออกเสียงในอดีต
ดังนั้นบทสรุปของผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจคือ น่าจะมีการกระจายของคะแนนไปยังผู้สมัครรายต่างๆ ในสัดส่วนเดียวกับคำตอบที่ได้จากสำรวจคนที่ตอบว่าเลือกใครแล้ว โดยมีความได้เปรียบเล็กน้อยไปทางผู้สมัคร B มากกว่าผู้สมัคร A ซึ่งแปลผลว่า ลำดับหนึ่งสองไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง แม้จะมีการตัดสินใจจากกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจก็ตาม
เปิดผลดวลเขตต่อเขต
เมื่อพิจารณาผลการสำรวจในครั้งที่ 7 เป็นรายเขต (ดูแผนภูมิ) พบว่า ผู้สมัคร B มีคะแนนนำห่างแบบชนะใสใน 30 เขตเลือกตั้ง มีคะแนนนำแต่ยังมีโอกาสพลิกได้อีก 10 เขตเลือกตั้ง ในขณะที่ผู้สมัคร A มีคะแนนนำเพียง 5 เขตเลือกตั้ง ได้แก่ ดินแดง บึงกุ่ม ดอนเมือง สายไหม และสะพานสูง โดยชนะใสเพียง 2 เขต คือสายไหมและสะพานสูงเท่านั้น แต่ยังมีลุ้นชนะในอีก 8 เขตเลือกตั้ง คือ บางเขน ลาดกระบัง คลองสาน ตลิ่งชัน บางกอกน้อย บางพลัด คลองเตย และคลองสามวา
ส่วนผู้สมัคร C ที่มีคะแนนนิยมตามมาเป็นอันดับ 3 มีคะแนนนำเพียงเขตเดียวคือ บางบอน ในขณะที่ผู้สมัคร D ที่ตามมาเป็นอันดับ 4 กลับมีคะแนนนำใน 4 เขต คือ หนองแขม บางขุนเทียน สาทร ทุ่งครุ และมีโอกาสลุ้นในเขตจอมทองอีก 1 เขต เรียกได้ว่าสามารถสร้างกระแสนิยมเป็นพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ย่านฝั่งธนบุรี แต่กลับโน้มน้าวใจคนในพื้นที่อื่นให้สนับสนุนไม่ได้ ต่างจากผู้สมัคร C ที่แม้จะไม่นำเป็นอันดับ 1 แต่ก็รักษาความนิยมได้อย่างสม่ำเสมอจนเป็นอันดับ 3 ในครั้งนี้
ใครจะมีโอกาสเป็นพ่อเมือง กทม.
ในการคาดการณ์ผลการเลือกตั้ง บางคนใช้ดวงเมือง บางคนใช้หลักโหราศาสตร์ พยากรณ์ตัวเลขวันเกิด บางคนบอกปีนี้เป็นปีของผู้หญิง แต่ "มธ.-เนชั่นโพลล์" ใช้วิธีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เก็บข้อมูลต่อเนื่องกัน 7 รอบ ตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค.ถึงสิ้นเดือน ส.ค. 2547 ใช้นักศึกษาหลายร้อยคน เก็บตัวอย่างรวมเกือบ 30,000 ตัวอย่าง คำตอบเกี่ยวชื่อผู้สมัครที่ไม่สามารถระบุชื่อได้ ตามกติกาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่พอจะบอกให้ทราบคุณสมบัติร่วมผู้ที่จะได้นั่งตำแหน่งผู้ว่าฯ ได้ว่า เป็นผู้มีประสบการณ์ทางการบริหาร แสดงออกถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจทำงานเป็นผู้ว่าฯ กทม. มีคะแนนนิยมในหมู่ข้าราชการ นักธุรกิจ โดยมีคะแนนหนาแน่นในกรุงเทพฯ ชั้นใน เป็นที่ชื่นชอบในผู้มีการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาตรีขึ้นไปเป็นพิเศษ จะจริงหรือไม่เวลา 15.01 น. วันอาทิตย์ที่ 29 ส.ค. 2547 จะได้รู้กัน
ที่มาจากหนังสือพิมพ์ 
โดย : MThA! [ Administrator ]
อีเมล์ :
วันที่ : 2004-08-27 07:59:28