มองไฟใต้ผ่านผู้นำเยาวชนมุสลิม ชี้รัฐบาลเข้าใจปัญหาไม่ตรงกัน!!
มองไฟใต้ผ่านผู้นำ ยุวมุสลิม
โดย รอซีดี เลิศอริยะพงษ์กุล
บทสัมภาษณ์
วันที่ 18 พฤศจิกายน 2547
ประชาชาติธุรกิจ หน้า 20 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3637 (2837)
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat.php?show=1&selectid=02p0104181147§ionid=0201&select_date=2004/11/18
ความคุกรุ่นของปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะนี้ได้กลายเป็นประเด็นร่วมของคนทั้งชาติ เพราะไม่เพียงแต่จะขาดความเข้าใจซึ่งกันและกันแล้ว ยังมีการตั้งสมมติฐานในการมองปัญหาที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ปัญหาซับซ้อนยิ่งขึ้น "นายรอซีดี เลิศอริยะพงษ์กุล" นายกสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย ได้สะท้อนมุมมองในฐานะเป็นตัวแทนอีกคนหนึ่งของประชาชนในพื้นที่
- คนในพื้นที่มองปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคนเริ่มปรับเปลี่ยนความคิดและมุมมองต่อปัญหามาตลอด ในช่วงแรกๆ ที่เกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 คน มองว่าเป็นเรื่องของการสร้างสถานการณ์ เพราะประชาชนใช้ฐานข้อมูลในอดีตและมองศักยภาพของขบวนการไม่ออกว่าจะมีความสามารถกระทำการเช่นนี้ได้ และเมื่อย้อนหลังไป 10 ปี เหตุการณ์เผาโรงเรียนสมัยก่อน ผลสุดท้ายก็คือการจับแพะ จึงมองว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ แต่ไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าคือกลุ่มใดบ้าง
แต่พอเหตุการณ์มันเดินไปเรื่อยๆ คนก็เริ่มเปลี่ยนมุมมองใหม่ว่ามันใช่แค่สถานการณ์ หรือมีต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ คือในมุมมองของมุสลิมในพื้นที่ ต่างประเทศในที่นี้คือ เป็นสายซีไอเอ แต่มุมมองของภาครัฐ ต่างประเทศ ก็คือเจไอ ซึ่งสมมติฐานมันอยู่คนละฐานกัน แต่เหตุการณ์ไม่หยุด
- สิ่งที่คนในพื้นที่ต้องการคืออะไร
สิ่งที่หลายคนต้องการก็คือ ความชัดเจนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นั่นหมายถึงว่ารัฐจะต้องชี้แจงให้ได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรายวันก็ดี เหตุการณ์ทั้งหมดก็ดีน่าที่จะหาคนที่เป็นผู้กระทำหรือผู้อยู่เบื้องหลังให้ได้ ประชาชนจะได้หมดความกังวล ซึ่ง ณ วันนี้เราก็ยอมรับว่ารัฐเองก็ยังหาไม่ได้ มีแต่การพูดว่าใกล้ถึงตัวผู้บงการ
แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรายวันไม่สามารถที่จะจับได้ บางเหตุการณ์จับได้ แต่กลายเป็นเหตุการณ์จับเด็กปอเนาะ ซึ่งความรู้สึกของคนบอกว่าเอ๊ะ มันใช่หรือ แพะหรือเปล่า
แม้แต่เหตุการณ์วันที่ 28 เม.ย.2547 (เหตุการณ์กรือเซะ) ดูเหมือนเป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดนหรือกลุ่มผู้ไม่หวังดี แต่คนที่เสียชีวิตก็เป็นลูกหลานของเขาที่เป็นคนดี เรียนหนังสือเก่ง จึงไม่มีความมั่นใจ หรือมีคำถามว่านี่หรือคือขบวนการแบ่งแยกดินแดน เขาคิดต่างจากรัฐตลอด ผมคิดว่านี่คือเป็นปัญหา ณ เวลานี้
แม้แต่เหตุการณ์ที่ตากใบก็มีคนมองด้วยสมมติฐานที่แตกต่างกัน สมมติฐานว่านี่เป็นการล่อเสือออกจากถ้ำ เพราะเหตุการณ์ 28 เมษายน คนนราธิวาสไม่เสียชีวิต แสดงว่าแกนนำนราธิวาสยังอยู่ กับอีกมุมมองนี่คือขบวนการทำงาน มีเป้าหมายจริงๆ วันนี้ไม่มีใครที่จะสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนว่าใครกันแน่ที่ปฏิบัติการอยู่ในปัจจุบัน
- เรื่องที่ใหญ่ที่สุดในวันนี้คืออะไร
ตอนนี้ชาวบ้านรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย แต่ไม่ใช่ความไม่ปลอดภัยจากขบวนการ แต่ชาวบ้านเขารู้สึกว่าไม่มีความไว้ใจในกลไกของรัฐเริ่มมากขึ้นๆ ขณะที่รัฐบอกว่าส่งกำลังลงไปเยอะๆ เพื่อคุ้มกัน ประชาชนบอกว่าทำไมต้องเอาทหารมาคุ้มกันเขาด้วย ประชาชนรู้สึกว่ามีกองกำลังในพื้นที่เยอะก็จริงแต่เขายิ่งมีความรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย
ประชาชนไม่ได้กลัวผู้ก่อการ สิ่งที่เขากลัวคือเจ้าหน้าที่รัฐ นี่คือประเด็น ยิ่งมีกองกำลังมากเท่าไหร่ ประชาชนยิ่งมีความรู้สึกไม่ดีมากเท่านั้น
แต่มุมมองรัฐคือต้องส่งกำลังเข้าไปคุ้มครองชุมชน ฉะนั้น คนในชุมชนก็มี 2 กลุ่มคือ คนที่ไม่ใช่มุสลิมเขารู้สึกว่ากองกำลังที่ลงไปเยอะๆ รู้สึกปลอดภัย แต่คนในพื้นที่ที่เป็นมุสลิมรู้สึกว่าเอ๊ะทำไมต้องมาคุ้มครอง เขาก็อยู่ปกติของเขาตรงนี้
- รัฐไม่มีความชัดเจนและแก้ปัญหาไม่ตรงจุดหรือไม่
ผมคิดว่าก็พูดยาก ความพยายามของรัฐก็ได้กระทำมา และได้ปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการทำงานอยู่ ถ้าเราดูจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การที่เบื้องต้นมีการจับ มีการมอบตัว ตอนหลังก็เริ่มปรับวิธีการทำงานเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ที่เป็นจริงได้ เราเห็นกระบวนการปรับเปลี่ยนระดับหนึ่งเช่นกัน ระดับผู้นำของหน่วยงานรัฐก็เริ่มได้รับการยอมรับจากคนในพื้นที่ โดยเฉพาะแม่ทัพภาคที่ 4 ด้วยเจตนารมณ์ การแสดงออก คนเริ่มยอมรับได้
แต่พอเกิดเหตุการณ์ตากใบมันก็พลิกไปอีกด้านหนึ่ง คะแนนจากกำลังจะดีขึ้นก็ติดลบ แต่การ ติดลบครั้งนี้มันไม่ใช่แค่มุสลิมเพียงอย่างเดียว ขยายไปถึงต่างประเทศ ไปถึงคนที่ไม่ใช่มุสลิม เครือข่ายองค์กรต่างๆ ที่อยู่ในประเทศไทย ภาพติดลบของรัฐขยายไปไกลหลายกลุ่มมาก แต่ก็ไม่มีการประท้วงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มุสลิมมีแต่ช่วยเหลือคนที่ได้รับผลกระทบ
- ไม่มีประท้วงและเงียบมากเพราะอะไร
มุสลิมถ้าเป็นเรื่องสิทธิ เรื่องศาสนา หรือความไม่ชอบธรรมจะเกิดขึ้นเร็ว แต่คราวนี้พอเกิดเหตุก็เงียบกันไป กลายเป็นความรู้สึกที่เก็บไว้ข้างใน และถ้าถูกกระทำบ่อยๆ วันหนึ่งขีดความสามารถ ความอดทนก็จะหมดไป ฉะนั้น จากเหตุการณ์ตรงนี้ผมเป็นห่วงว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เหมือนกับว่าจะยั่วยุให้ประชาชนต่อประชาชนชนกัน แต่ไม่สำเร็จ คือประชาชนไม่ลุกขึ้นมาทั้งพุทธและมุสลิมเอง
ต่อไปถ้าเกิดมีการยั่วยุระหว่างกลุ่มคนขึ้นมา ซึ่งชุด ชรบ.ก็มีอาวุธน่ะ และหมู่บ้านที่ถูกฝึกอาวุธไว้ก็เยอะ ถ้าอาวุธอยู่กับประชาชน แล้วทั้ง 2 กลุ่มมาชนกันอะไรจะเกิดขึ้น
- ตอนนี้เริ่มเห็นแนวโน้มแล้วหรือไม่
ใช่ เพราะนี่อาจจะเป็นเป้าหมายหนึ่งที่ทำให้เกิดกระแสประชาชนปั่นป่วน จึงต้องขอพรกับพระเจ้าว่าไม่ให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ถ้าตรงนี้เกิดขึ้นเราก็ไม่ต่างอะไรกับอินโดนีเซีย ซึ่งมีการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างศาสนา นี่คือสิ่งที่เราเป็นห่วง เพราะถ้าจัดการไม่ดีก็จะลำบาก
และ 10 เดือนมาแล้วจนถึงวันนี้ เราก็ไม่รู้ว่ากลุ่มที่ปฏิบัติการคือใคร ไม่รู้ว่าเจตนารมณ์คืออะไร เขาก็ไม่ได้ประกาศว่าเขาคือใคร เขาต้องการอะไร ฉะนั้น ทุกวันนี้ประชาชนก็ไม่รู้ว่าจะเชื่อใครกันแน่ จะเชื่อภาครัฐก็ไม่ชัดเจน ฆ่ารายวันทำไมจับไม่ได้ กลไกของรัฐก็มีเยอะ แล้วทำไมจัดการไม่ได้
ฉะนั้น ประเด็นสำคัญอยู่ที่กลไกของรัฐ รัฐจะต้องให้ความกระจ่าง รัฐจะต้องให้ความยุติธรรม รัฐจะต้องทำอย่างไรให้ประชาชนรู้สึกเชื่อมั่นว่ากลไกของรัฐนั้นพึ่งพาได้ ณ วันนี้ประชาชนมีปัญหาไม่กล้าไปร้องเรียนรัฐหรอก ตอนนี้มันตกอยู่ในสภาพที่ไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ศูนย์ดำรงธรรมที่มีอยู่ทุกจังหวัด ประชาชนก็ไม่กล้าเดินเข้าไปร้องเรียน
วันนี้คนอัดอั้น อึดอัด มีความทุกข์อยู่ในใจ ซึ่งไม่รู้จะไประบายที่ไหน ทุกวันนี้บอกใครไม่ได้ ไม่รู้ว่าใครเป็นใครในปัจจุบัน ผู้คนเลยเก็บแต่ความทุกข์ไว้ในใจ ถ้าใครมาจุดประกายก็พร้อมที่จะพุ่งขึ้นมาทันที
โดย : ซุปเปอร์นิวส์
อีเมล์ : kainacity@hunsa.com
วันที่ : 2004-11-20 12:38:24