สำนักจุฬาราชมนตรี โต้บิดเบือน"จีฮาด" สถาปนา"ราชวงศ์กลันตัน"
หนังสือ "ชี้แจงข้อเท็จจริง การบิดเบือนคำสอนศาสนาอิสลาม ในเอกสาร เบอร์จีฮาด ดิ ปัตตานี(การต่อสู้ที่ปัตตานี)" โดย สำนักจุฬาราชมนตรี แบ่งเนื้อหาออกมาเป็น 5 ส่วนด้วยกันส่วนแรก เป็นคำนำ โดยสำนักจุฬาราชมนตรี ยืนยันว่า เอกสาร เบอร์จีฮาด ดิ ปัตตานี(การต่อสู้ที่ปัตตานี) มีเนื้อหาบิดเบือนคำสอนของศาสนาอิสลาม และมีข้อความชักจูงให้ใช้ความรุนแรง โดยสำนักจุฬาราชมนตรี ได้แต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ ซึ่งมาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ขึ้นมาศึกษา จนได้ข้อสรุปดังกล่าว
"ขอให้พี่น้องมุสลิมและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้คำนึงว่า นั่นมิใช่วิถีทางของอิสลาม และเจ้าหน้าที่ของรัฐเองก็ต้องคำนึงด้วยเช่นกันว่า การใช้ความรุนแรงมิสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้" คำนำระบุ
ส่วนที่สอง เป็นบทนำ มีใจความโดยสรุปว่า เอกสารที่พบเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 (วันที่เกิดเหตุการณ์ที่มัสยิดกรือเซะ จ.ปัตตานี)เขียนด้วยลายมือ เป็นภาษามลายู จำนวน 65 หน้า มีการนำคำสอนเรื่อง "จีฮาด" ในอิสลามมาสร้างความชอบธรรมให้กับการสร้างความไม่สงบขึ้น โดยปลุกความรู้สึกทางประวัติศาสตร์ ภาษา วัฒนธรรม เพื่อสร้างความชอบธรรมในการดำเนินการของคนกลุ่มนี้
ผู้เขียนเอกสารดังกล่าวได้อ้างโองการจากคัมภีร์อัลกุรอ่านถึง 61 โครงการ ส่วนใหญ่เกี่ยวกับการทำสงครามในสมัยของท่านศาสดามุฮัมมัด ซึ่ง "มีทั้งเขียนผิด เพิ่มข้อความ ซึ่งเป็นความผิดที่ไม่ควรให้อภัย"
"เอกสารชิ้นนี้ได้พยายามแบ่งคนในสังคมชายแดนภาคใต้ออกเป็น 3 กลุ่ม คนกลุ่มแรก คือผู้ที่เห็นด้วยว่าการต่อสู้ตามแนวทางของเขา เพื่อการแบ่งแยกดินแดนถือว่าเป็นมุสลิมที่ถูกต้อง เป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง หรือเรียกว่า มุอมิน(นักรบที่ตายโดยไม่ต้องอาบน้ำศพและได้ขึ้นสวรรค์)
กลุ่มที่สอง คือกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพวกเขาถือว่าเป็นคนทรยศ คนกลับกลอก(มุนาฟิก)
กลุ่มที่สามคือคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามเรียกว่า "กาฟิร" หรือ "มุชริก"
หน้าที่ของคนกลุ่มแรกคือการขจัดกลุ่มที่ 2 และ 3 ให้สิ้นซาก" หนังสือของสำนักจุฬาฯระบุ
นอกจากเอกสารวางขั้นตอนการปลุกระดม ไว้ 7 วัน
วันที่ 1 ปลุกใจให้ฮึกเหิม
วันที่ 2 แสดงความมุ่งหวัง ที่หวังจะต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดน ปลุกใจให้คนต่อสู้ หากตายจะตายอย่างนักรบศักดิ์สิทธิ์ โดยชี้ว่าปัตตานีคือดินแดนที่ถูกปล้นไปเป็นหน้าที่ของลูกหลานเชื้อสายมลายูต้องทวงคืน
วันที่ 3 ชี้ว่าใครที่ไม่ร่วมต่อสู้กลายเป็นคนทรยศ และต้องตกนรก
วันที่ 4 เสนอแนวทางในการปฏิบัติตนโดยต้องเชื่อฟังผู้นำและกล้าหาญในการเข่นฆ่าศัตรู
วันที่ 5 สอนให้รู้สึกรักในการตายในหนทางศาสนาโดยไม่มีความเกรงกลัวใดๆ และย้ำว่าถึงเวลาที่จะต้องออกปฏิบัติ
วันที่ 6 ปลุกใจให้เตรียมตัว เตรียมใจก่อนไปปฏิบัติการ
วันที่ 7 ปลุกใจว่าเมื่อปฏิบัติการแล้วอย่ากังวลกับมุสลิมอื่นที่ไม่เห็นด้วยและไม่ต้องมีความกังวลที่จะฆ่าคนนอกศาสนาด้วยเหตุนี้จึงปลุกให้ออกปฏิบัติการโดยไม่มีความกังวลใดๆ
ในเอกสารระบุว่า เมื่อปฏิบัติการสำเร็จจะมี
1)การสถาปนาราชวงศ์กลันตันขึ้นเป็นผู้ปกครองสูงสุด นับถือศาสนาอิสลามนิกายสุนนี สำนักความคิดสายอิหม่ามซาฟีอี
2)มีสภาสูงสุด ที่มาจากนักวิชาการมุสลิม และตัวแทนบุคคลในสาขาอาชีพต่างๆ สภานี้มีอำนาจสูงสุดในการแต่งตั้งถอดถอนผู้นำ
3)ให้มีสภาประชาชน ที่มาจากการเลือกตั้งเพื่อบริหารประเทศ
ส่วนที่สาม เป็นบทที่ 2 ว่าด้วยการชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบิดเบือนคำสอนของอิสลามในเอกสารเบอร์จีฮาด ดิ ปัตตานี(การต่อสู้ที่ปัตตานี)ของ สำนักจุฬาฯ โดยได้ชี้แจงว่าเอกสารชิ้นนี้ไม่ควรเรียกว่า "คัมภีร์" เพราะเป็นการปลุกระดมที่เขียนด้วยลายมือโดยใช้อักษร "ยาวี" หรืออักษรมลายูดั้งเดิมโดยได้นำเอาโองการ(อายะฮ์)ต่างๆ ในคัมภีร์อัลกุรอ่านมาอ้างอิงพร้อมทั้งบทขอพร(ดุอา) มาประกอบไว้ด้วยโดยเนื้อหาแล้วมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนมาก
"ดูจากสำนวนการเขียนแล้วผู้เขียนมุ่งปลุกอารมณ์ความรู้สึก มากกว่าจะให้ข้อมูลทางวิชาการแก่ผู้อ่าน"
สำนวนภาษาที่มุ่งปลุกอารมณ์มากกว่าการศรัทธาอย่างมีเหตุผล แนวคิดปลุกอารมณ์ให้ศรัทธาอย่างคลั่งไคล้เห็นได้จากข้อความที่รุนแรงถึงขนาดที่กล่าวว่า หากผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการต่อสู้ แม้เป็นพ่อแม่ก็ถือว่า เขาเหล่านี้ไม่ใช่ผู้ศรัทธาที่แท้จริง
นอกจากนี้ ยังมีเอกสารย่อยๆ หลอกให้เชื่อเรื่องคาถาป้องกันตัว เช่น ศัตรูจะมองไม่เห็นตัวหรือจะอยู่ยงคงกระพัน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าผู้ก่อการมีความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์เช่นนี้จริง จึงออกปฏิบัติการโดยความบ้าบิ่นอย่างไม่กลัวอันตราย เพราะหลงเชื่ออย่างงมงายว่า คำท่องต่างๆ จะมีผลโดยหารู้ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวของพวกเขานั้น เป็นไปอย่างงมงายและโง่เขลาเบาปัญญาและขัดต่อหลักความเชื่อพื้นฐานของอิสลาม
ส่วนที่ 4 เป็นบทที่ 3 ซึ่งสำนักจุฬาราชมนตรี ได้นำคำสอนที่แท้จริงของอิสลามมาแสดงเช่นอิสลามกับสันติภาพ เป็นต้น
ส่วนที่ 5 เป็นบทสรุป โดยสำนักจุฬาราชมนตรี ยืนยันว่า เอกสาร "เบอร์จีฮาด ดิ ปัตตานี" มีจุดมุ่งหมายชัดเจนว่าคือการปลุกระดมความคิดเพื่อแบ่งแยกดินแดน ซึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง และกลุ่มบุคคลเหล่านี้ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่น้อยที่จะใช้คำว่า จีฮาด ซึ่งเป็นคำสูงส่งในอิสลาม
"เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะมาสร้างความแปดเปื้อนในกับคำๆ นี้" เอกสารของสำนักจุฬาราชมนตรี ระบุ
ที่มาจากหนังสือพิมพ์
โดย : Nai-Nat
อีเมล์ : m@m.com
วันที่ : 2004-12-01 08:55:58