ใครปั้นน้ำเป็นตัว "...ถ้าไทยรักไทยชนะ ผมให้นายไปเลยตำบลละแสน..."
"..ผมท้าทั้ง 25 ตำบล ถ้าไทยรักไทยชนะ ผมให้นายไปเลยตำบลละแสน มีปัญญาเอาตังค์ ผมหรือเปล่า ตำบลละแสนนี่เดี๋ยวผมจะวางไว้ที่ผู้ว่าฯเลย นับคะแนนคืนวันที่ 6 เช้าวันที่ 7 มา เอาตังค์ไปฉลองเลยถ้าชนะ .. ถ้าชนะเหลือง-แดงไม่เกี่ยว เอาคะแนนชนะก่อน รับรอง-ไม่รับ รองไม่เกี่ยว เอาตังค์ที่ผู้ว่าฯไปฉลองเลยเช้ามา ผมท้าตรงๆ อย่างนี้แหละ ประกบมวยไม่มีเดิมพัน ไม่มันหรอก นี่เป็นเรื่องระหว่างแกนนะ เป็นเรื่องในห้องนี้.." กลายเป็นวรรคทองประจำสัปดาห์ไปเสียแล้ว สำหรับประโยคข้างต้น ภายหลังจากพรรค ประชาธิปัตย์ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ให้สอบสวนเพื่อเอาผิด นายเนวิน ชิดชอบ รมช.เกษตรและสหกรณ์ แกนนำพรรคไทยรักไทย ฐานทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ผู้สมัคร ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ รับหน้าเสื่อเป็นผู้ยื่น เรื่องกล่าวหาว่า นายเนวินได้เรียกประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงและสตูล พร้อมด้วย 3 ผู้ สมัคร ส.ส.พัทลุง ของพรรคไทยรักไทย และบรรดาหัวคะแนนราว 300 คน มานั่งประชุมที่ศูนย์วิ จัยการยางคอหงษ์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 16 มกราคม โดย นายเนวิน ได้เสนอผล ประโยชน์ก้อนโตให้กับบรรดาหัวคะแนนทั้งหมด หากผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคไทยรักไทย สามารถ ฝ่าด่านการเลือกตั้งในพื้นที่เข้ามาในสภาหินอ่อนได้
ก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์เงื้อง่าราคาแพงอยู่ค่อนสัปดาห์ กว่าจะตัดสินใจยื่นเรื่องให้ กกต.สอบสวน ทำให้สาธารณชนเกิดความรู้สึกอดเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งไม่ได้ว่า แท้จริงแล้วเรื่องที่ พรรคประชาธิปัตย์นำมาประโคม เป็นเรื่องที่มาจากข้อเท็จจริงหรือไม่
การตัดสินใจนำหลักฐานทั้งหมด ไม่ว่าวีซีดี เทปบันทึกเสียง ยื่นให้แก่ กกต. จึงเท่ากับเป็น ความพยายามพิสูจน์ตัวเองของพรรคประชาธิปัตย์ว่า ไม่ใช่ช่างน้ำแข็งที่ชอบปั้นน้ำเป็นตัว ดังที่ นายเนวิน และสมาชิกพรรคไทยรักไทย ช่วยกันกล่าวหา
แต่ขั้นตอนการพิสูจน์ความจริงยังคงไม่จบลงไปเพียงเท่านี้ ย่างก้าวต่อจากนี้ไป คือภาระ หน้าที่ของ กกต. ในการทำความจริงให้ปรากฏ เพราะหากเนื้อหาในเทปบทสนทนาที่พรรคประชา ธิปัตย์นำออกมาเผยแพร่เป็นความจริงขึ้นมา นั่นไม่ต่างกับเป็นการแสดงความเหิมเกริมของนาย เนวิน ทั้งในฐานะรัฐมนตรีและแกนนำพรรคไทยรักไทย ที่บังอาจท้าทายอำนาจประชาชน เหยียบ ย่ำความยุติธรรมและรัฐธรรมนูญ
หากเป็นจริง คนที่มีพฤติกรรมเยี่ยงนี้ก็ไม่สมควรปล่อยให้เดินลอยหน้าอยู่ในสังคมไทยอีกต่อ ไป แต่หากเป็นเท็จ ก็จะเท่ากับเป็นการกระชากขบวนการน้ำเน่าให้พ้นไปจากสังคมการเมืองไทย
แต่สิ่งที่สำคัญที่ประชาชนทุกคนไม่อาจละเลยได้ นั่นคือ การจับตาการทำงานของ กกต.ใน เรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิดว่า มีความโปร่งใสหรือมีเงื่อนงำประการใดเคลือบแฝงอยู่หรือไม่ เพราะเวลานี้ สิ่งที่น่าวิตกที่สุดสำหรับสังคมไทยอีกประการหนึ่ง คือ ความอิสระ โปร่งใส ของ หน่วยงานรัฐและองค์กรอิสระต่างๆ ที่อาจตกไปอยู่ภายใต้การครอบงำของอำนาจการเมืองสีเทา
กลไกเดียวที่เหลืออยู่ในสังคมที่ยังพอจะสามารถถ่วงดุลอำนาจของกลุ่มการเมืองต่างๆ ไม่ ว่ารัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือแม้กระทั่งองค์กรอิสระต่างๆ นั่นคือ ประชาชนทุกคน จึงเลี่ยงไม่ได้ที่เรา ทุกคนต้องช่วยกันสอดส่องและตรวจสอบทุกฝ่าย เพื่อขจัดขยะออกไปจากสังคมไทย
ที่มาจากหนังสือพิมพ์
โดย : NaiNat
อีเมล์ : m@m.com
วันที่ : 2005-01-22 09:10:19