![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
| โจคุยมดงานเก่า หนุนลงชิงผู้ว่าฯ วันแรกมา 17 คน |
|

รับสมัครผู้ว่าฯ กทม. วันแรกคึกคัก 17 ผู้สมัครแห่ไปแต่เช้าพร้อมกองเชียร์หลากรูปแบบและสีสัน แต่ยังไร้เงา "ดร.โจ" ที่นัดรวมพลกลุ่มมดงาน 27 ก.ค. ช่วยตัดสินใจจะลงหรือไม่ "อภิรักษ์" เฮงได้เบอร์ 1 "เฉลิม" เบอร์ 3 "ปวีณา" เบอร์ 7 ส่วน "ชูวิทย์" ได้เบอร์ 15 ขณะที่กองเชียร์สองผู้สมัครสาวหวิดปะทะแย่งพื้นที่ลานคนเมือง
บรรยากาศการรับสมัครผู้ว่าฯกรุงเทพฯ วันแรก 26 ก.ค.ที่ศาลากรุงเทพฯ เป็นไปอย่างคึกคัก และมีสีสัน ที่ผู้สมัครแต่ละคนสรรหามา ไม่ว่าจะเป็นนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ซึ่งเดินทางไปถึงตั้งแต่เวลา 05.55 น.พร้อมกองเชียร์ 55 คน นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน จากพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางไปถึงเวลา 06.00 น. ด้วยชุดสีฟ้า พร้อมกับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่ไปให้กำลังใจมากมาย ส่วนทีมผู้สมัคร ดร.มานะ มหาสุวีระชัย ไปด้วยชุดสีส้มและมอเตอร์ไซค์ชอปเปอร์ ขณะที่ ดร.วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ ไปด้วยเสื้อแจ็คเก็ตสีขาว ส่วนนางปวีณา หงสกุล เดินทางไปถึงเวลา 07.15 น. ด้วยชุดสูทสีชมพู มีกองเชียร์ใส่เสื้อสีชมพู ลูกโป่ง บอลลูน และแผ่นป้ายสีชมพู
ส่วน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เดินทางไปถึงเวลา 07.20 น. ด้วยชุดสูท ดร.การุญ จันทรางศุ ไปด้วยชุดสีเขียว นายพีระพงศ์ ถนอมพงษ์พันธ์ ไปด้วยชุดผ้าไหมสีเบจ พร้อมกองเชียร์เงาะป่า ส่วนนายกอบศักดิ์ ชุติกุล มีเพียงบุตรสาวและบุตรชาย ตามไปให้กำลังใจไม่มีกองเชียร์
ขณะเดียวกันมีผู้ประกอบการสินค้าถือโอกาสใช้วันรับสมัครวันแรกไปโปร โมทสินค้า เช่น ยากันยุงคายาริ ให้คนสวมชุดยุงลายเพื่อรณรงค์เชิญชวนประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และมีบริษัทเอจี เอนเตอร์เทนเมนท์ ผู้ผลิตวีซีดีภาพยนตร์เรื่องทวิภพ ไปร่วมรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้งด้วย โดยให้นักศึกษาหญิงแต่งกายชุดโจงกระเบน เดินแจกวีซีดีหนัง
สำหรับขั้นตอนการรับสมัคร เมื่อผู้สมัครลงทะเบียนที่หน้าห้องอเนกประสงค์ ซึ่งใช้เป็นที่ห้องรับสมัคร ผู้สมัครพร้อมผู้ติดตาม 2 คน จะต้องนำเอกสารหลักฐานไปตรวจสอบที่ห้องรับรอง จากนั้นคุณหญิงณฐนนท ทวีสิน ปลัด กทม.ในฐานะผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำท้องถิ่น กทม.ได้เชิญผู้สมัครทุกคนที่ไปลงทะเบียนก่อนเวลา 08.30 น.ทำความตกลงกัน เนื่องจากถือว่าทุกคนไปพร้อมกัน ผู้สมัครเห็นพ้องต้องกันให้มีการจับสลาก
เฉลิมจับก่อน ได้เบอร์ 3
จากนั้นปลัด กทม.จึงได้จับสลากเพื่อเรียงลำดับว่าใครจะได้เป็นผู้จับสลากเลือกหมายเลขผู้สมัครก่อนหลัง ปรากฏว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นผู้สมัครคนแรกที่ได้จับสลาก และได้หมายเลข 3 นายการุญ จันทรางศุ ได้หมายเลข 11 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ได้หมายเลข 15 นายกอบศักดิ์ ชุติกุล ได้หมายเลข 14 นายวุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ ได้หมายเลข 12 นายวีระศักดิ์ อุปถัมภ์ ได้หมายเลข 10 นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้หมายเลข 1 นายพีระพงศ์ ถนอมพงษ์พันธ์ ได้หมายเลข 8 นายอุดม วิบูลย์เทพาชาติ ได้หมายเลข 13 นางลีนา จังจรรจา ได้หมายเลข 6 นายกิตติศักดิ์ ถิรวิศิษฏ์ ได้หมายเลข 4 นางปวีณา หงสกุล ได้หมายเลข 7 นายวรัญชัย โชคชนะ ได้หมายเลข 2 นายสุเมธ ตันธนาศิริกุล ได้หมายเลข 16 ร้อยเอกเมตตา เต็มชำนาญ ได้หมายเลข 9 นายมานะ มหาสุวีระชัย ได้หมายเลข 5 ขณะที่นายทรงพล สุวรรณกูฏ อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งยื่นหลักฐานการสมัครเป็นคนสุดท้ายนั้น พบว่าหลักฐานไม่พร้อม จึงไม่มีสิทธิจับสลากหมายเลข
ต่อมา หลังเวลา 08.30 น. มีผู้ไปสมัครเพิ่มเติมอีก 1 คน คือ นายวิทยา จังกอบพัฒนา จึงได้หมายเลข 17
ชูวิทย์ หวุดหวิดชวดสมัครวันแรก
นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ผู้สมัครจากพรรคต้นตระกูลไทย ถือเคล็ดเลข 5 เป็นเลขนำโชค โดยออกเดินทางจากที่ทำการพรรค ถ.รัชดาภิเษก ตั้งแต่ 05.55 น. ด้วยรถยนต์ส่วนตัว หมายเลขทะเบียน ออ 9755 ขณะที่มีผู้สนับสนุนบางตาไม่ถึง 100 คน และไม่มีสีสันจากสาวอาบ อบ นวด ในสังกัดแต่อย่างใด นายชูวิทย์ได้เข้าลงทะเบียนภายในศาลาว่าการ กทม.เวลา 06.55 น.
แต่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติและหลักฐานการสมัคร ปรากฏว่ามีปัญหาเกิดขึ้น เมื่อระเบียบของการสมัครต้องนำหลักฐานการเสียภาษีโรงเรือนที่ชำระให้กับ กทม.3 ปีติดต่อกัน แต่ปรากฏว่าทีมงานของนายชูวิทย์ไม่ได้นำหลักฐานการเสียภาษีในปี 2547 มาด้วย มีเพียงหลักฐานของปี 44, 45, 46 เท่านั้น นายชูวิทย์จึงพยายามติดต่อกับฝ่ายบัญชี แต่ไม่สามารถติดต่อใครได้ ทำให้นายชูวิทย์เกิดอาการเครียด แต่ต่อมาทางเขตบางกะปิได้ยืนยันกลับว่านายชูวิทย์ได้ภาษีถูกต้องแล้ว พร้อมได้ส่งโทรสารใบเสร็จการเสียภาษีจากเขตไปยังที่รับสมัครเพื่อยืนยัน จึงไม่มีปัญหาเรื่องเอกสารประกอบการสมัคร
เฉลิมถือเคล็ดเลข 9 ก้าวเท้าซ้ายก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานจากบ้านริมคลอง ย่านบางบอนของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ว่า ร.ต.อ.เฉลิม แต่งกายด้วยชุดสูทสีดำ เสื้อเชิ้ตขาว เนกไทสีฟ้า โดยนางลำเนา อยู่บำรุง ภรรยาเป็นผู้เลือกเครื่องแต่งกายให้
ต่อมาเมื่อเวลา 05.59 น. ร.ต.อ.เฉลิมและภรรยาได้ไปไหว้ศาลพระภูมิหน้าบ้านโดยนำธูป 9 ดอกและพวงมาลัยไปขอพร จากนั้นในเวลา 06.39 น. ร.ต.อ.เฉลิมเดินทางออกจากบ้าน โดยก้าวเท้าซ้ายออกไปก่อน และได้หอมแก้มภรรยาด้วย ส่วนบุตรชายและหลานชาย คือ นายวัน นายดวง อยู่บำรุง และน้องกาโม่ ได้กราบเท้า ร.ต.อ.เฉลิม เพื่ออวยพรให้ประสบชัยชนะ
เวลา 07.39 น. ร.ต.อ.เฉลิม ได้เดินทางถึงศาลาว่าการ กทม. แวะทักทายเจ้าหน้าที่ตำรวจในบริเวณลานคนเมือง จากนั้นได้ไปลงทะเบียนผู้สมัครโดยขึ้นทะเบียนเป็นคนที่ 8
ร.ต.อ.เฉลิม ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่าทีมงานรองผู้ว่าฯ กทม.และที่ปรึกษานั้น ได้เตรียมแกนนำทุกเขตไว้ 50 คนเพื่อคัดเลือกให้มาเป็นรองผู้ว่าฯ กทม. และที่ปรึกษาส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งนั้นจะคัดเลือกจากอดีตรองปลัด กทม. 4 คน และกำลังรอรองปลัด กทม.1 คน เพศชายที่ใกล้เกษียณอายุไว้ด้วย
ผู้ว่าฯ กทม.ต้องมีนโยบายที่ชัดเจน ส่วนนโยบาย กทม.ของผมนั้น นำมาจากแผนของกระทรวงมหาดไทย สภาพัฒน์ และกทม.จำนวน 16 หน้าที่ นำไปใช้ได้เลย และจะนำไปแจกประชาชนเร็วๆ นี้ อีกทั้งประชาชนร้อยละ 75 เลือกผู้ว่าฯ กทม.จากนโยบาย หากชาว กทม.มั่นใจผม ขอให้เลือกผม ผมจะรัก กทม.เหมือนกับรักครอบครัว ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวและว่า ตนได้แต่งเพลง "เลือกเฉลิมเบอร์สาม" ไว้หาเสียงแล้ว จากนั้น อารยา เอ ฮาร์เก็ต นักแสดงชื่อดังได้มอบดอกไม้แสดงความยินดีกับ ร.ต.อ.เฉลิมและรับปากจะไปช่วยหาเสียงให้ด้วย
มานะ ขนลูกเมีย-กองเชียร์ หาเสียง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในส่วนของนายมานะ มหาสุวีระชัย เต็มไปด้วยความคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า โดยนายมานะ ได้นัดหมายผู้สนับสนุนในชุดสีส้ม ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ทั้งนี้ก่อนออกจากบ้านพักนายมานะ ได้นำครอบครัวไปกราบไหว้พระพุทธรูปเพื่อความเป็นสิริมงคล
นอกจากนี้ นายมานะยังให้นางวโรบล ภรรยาและลูกชายอีก 3 คนที่เพิ่งกลับปิดภาคเรียนฤดูร้อนที่สหรัฐ สวมชุดสีส้มด้วย โดยบริเวณลานพระบรมรูปได้มีกองเชียร์ประมาณ 200 คน ซึ่งเป็นสมาชิกของสันติอโศกและผู้สนับสนุนพรรคพลังธรรม 100 คนไปชูป้ายว่า มานะขยะทองคำ หมดเวลาคิด ถึงเวลาทำ พร้อมขบวนรถมอเตอร์ไซค์ชอปเปอร์กว่า 80 คัน เคลื่อนขบวนจากลานพระบรมรูปมายังศาลาว่าการ กทม. ทันทีที่ไปถึงได้เรียกความสนใจด้วยการนำเชียร์ลีดเดอร์ที่ชนะเลิศจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไปโชว์ แต่ปรากฏว่าระหว่างต่อตัวทีมเชียร์พลาดตกลงมาที่พื้น
นายมานะให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากนี้ จะขับมอเตอร์ไซค์ชอปเปอร์ ไปไหว้พระที่วัดสุทัศน์ สาเหตุที่เลือกขบวนมอเตอร์ไซค์ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าตนสนับสนุนนโยบายประหยัด หาเสียงด้วยงบที่น้อยที่สุด แต่สามารถเข้าตรอกซอกซอยได้ง่าย หลังจากนั้น นายมานะได้ขึ้นมอเตอร์ไซค์นำขบวนแห่ไปหาเสียงที่บริเวณตลาดเทเวศร์และท่าพระจันทร์ เพื่อแจกใบปลิวแก่นักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ส่วนนายการุญ จันทรางศุ เดินทางไปถึงกทม. เวลา 07.00 น. พร้อมขบวนแห่กองเชียร์ชูป้าย ดร.เค พร้อมสวมเสื้อที่เขียนไว้ว่าเพื่อนกลุ่ม ดร.เค โดยใช้สีเขียวสะท้อนแสงเป็นสัญลักษณ์
ปวีณาใช้สีชมพู-นั่งแท็กซี่ไปสมัคร
สำหรับความเคลื่อนไหวของนางปวีณา หงสกุล ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในช่วงเช้าที่บ้านพักก่อนเดินทางไปยังศาลาว่าการ กทม. มีประชาชนย่านเยาวราช ฝั่งธนฯ สายไหม และมูลนิธิปวีณาฯ ประมาณ 500 คน เดินทางไปให้กำลังใจแต่เช้ามืดมีการร้องรำทำเพลง ตีกลอง โดยชุดที่นางปวีณาสวมเป็นชุดสูทสีชมพูเข้มทับเสื้อเชิ้ตสีขาว โดยเดินทางไปศาลา กทม. นางปวีณาได้ไหว้พระอธิษฐานขอพร
จากนั้น เวลา 06.25 น. นางปวีณาได้เดินทางออกจากบ้าน โดยขึ้นรถแท็กซี่โตโยต้า ลีโม สีน้ำเงินแดง ทะเบียน 2436 โดยตัวรถแท็กซี่ติดสติ๊กเกอร์ ปวีณา 24 ชม. และติดธงสีชมพู นางปวีณาเปิดเผยว่า เวลาที่ออกจากบ้านไม่ได้ถือฤกษ์ยามแต่เอาสบายใจ ส่วนสาเหตุที่เลือกสีชมพูเพราะเป็นสีสดใสสว่างไสวสวยงาม ถือว่าเป็นสีของผู้หญิงทำงาน สีของแม่พระ ส่วนที่นางปวีณาโดยสารมาก็เพื่อสื่อความหมายถึงว่าแท็กซี่ทำงาน 24 ชั่วโมง เหมือนกับนางปวีณาที่สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางปวีณาได้มาถึงศาลาว่าการ กทม.เมื่อเวลา 07.10 น. โดยมีวงโยธวาทิตของโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีพร้อมขบวนสิงโตจำนวน 2 ขบวน เดินแห่นางปวีณาเข้ามาบริเวณกลางลาน กทม. ซึ่งมีกองเชียร์สนับสนุนนางปวีณารออยู่ โดยทุกคนล้วนใส่เสื้อสีชมพู ด้านหลังมีโลโก้เขียนว่า ปวีณา 24 ชม.
ก่อนหน้านี้กองเชียร์ของนางลีนา จังจรรจา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสาวประเภท สองและส่วนหนึ่งเป็นนางโชว์จากอัลคาซ่า เกือบปะทะกับกองเชียร์ของนางปวีณา เนื่องจากแย่งพื้นที่กันบริเวณกลางลาน กทม.จนทำให้กองเชียร์ทั้งสองฝ่ายร้องเพลงแข่งกัน แต่กองเชียร์ของนางปวีณามีอยู่กว่า 500 คน ซึ่งมากกว่ากองเชียร์ของลีน่า จัง 1 เท่า จึงทำให้ล่าถอยไป แม้ว่ากองเชียร์ลีน่า จังจะมาจองพื้นตั้งแต่ตี 3
"ปวีณา" ขอคะแนนแค่ 1 ล้านก็พอ
เวลา 10.30 น. ขบวนหาเสียงของนางปวีณา ผู้สมัครหมายเลข 7 เดินทางถึงพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ร.1) เพื่อถวายสักการะในฐานะที่เป็นผู้ก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ นางปวีณา ได้จุดธูป 5 ดอก พร้อมอธิษฐานขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และถวายดอกไม้และพวงมาลา จากนั้นเดินทางไปสักการะอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในฐานะผู้ทรงสถาปนากรุงธนบุรี
นางปวีณาให้สัมภาษณ์แบบติดตลกว่า เบอร์ 7 เป็นเบอร์เก่าของนายสมัคร สุนทรเวช แต่ครั้งนี้เธอไม่อยากทำลายสถิตินายสมัครที่ทำได้ล้านกว่าคะแนน แต่ขอแค่ 1 ล้านคะแนนก็พอ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังยืนยันว่าจะไม่ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ร่วมกับผู้สมัครคนอื่นต่อไปหรือไม่ นางปวีณา กล่าวว่า ยังยืนยันเช่นเดิม การเลือกตั้งครั้งนี้ ใครๆ ก็รู้ว่าตนไม่ได้ลงสมัครเป็นครั้งแรก และเปิดตัวก็เปิดตัวก่อนผู้สมัครคนอื่น สำหรับผู้สมัครหน้าใหม่ไปออกรายการ 5-10 นาทีก็ถือว่าคุ้มค่า แต่เธอไม่จำเป็น เพราะผ่านงานมานานนโยบายต่างๆ ก็เคยทำมาหมดแล้ว
หลังจากนั้น นางปวีณาเดินทางไปยังชุมชนคลองเตย ชุมชนร่มเกล้า ชุมชน 70 ไร่ และเดินแจกใบปลิวหาเสียงเลือกตั้ง ทั้งนี้นางปวีณาได้โชว์ลีลาการตำส้มตำและทอดไก่ให้ชาวบ้านในชุมชนดังกล่าวได้กินด้วย แต่ดูเหมือนจะตำส้มตำไม่เป็น เพราะมีท่าทางเก้ๆ กังๆ ในการจับครกและสาก ระหว่างตำจะถามแม่ค้าขายส้มตำตลอดเวลาว่า จะต้องใส่อะไรบ้างและตำอย่างไร เมื่อตำเสร็จก็ไม่กล้าชิม แต่ให้แม่ค้าส้มตำชิมและเปลี่ยนไปกินไก่ทอดแทน
ชูวิทย์-ปวีณา ชื่นมื่น ลบภาพคู่แค้น
ภายหลังจากการจับสลากหมายเลขผู้สมัครแล้ว แต่ละคนได้ออกไปให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยระหว่างที่นางปวีณากำลังให้สัมภาษณ์อยู่ นายชูวิทย์ ได้เดินเข้าไปทักทายด้วย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองคนพบกันต่อหน้าสาธารณชน โดยนายชูวิทย์ได้กล่าวว่า ตนกับนางปวีณาไม่มีอะไรโกรธเคืองกัน แต่นางปวีณาไม่ใช่ตำรวจ ไม่มีหน้าที่ไปจับใคร การเลือกตั้งครั้งนี้ ตั้งใจไว้แล้วว่าไม่ต้องการทะเลาะกับใคร อยากคิดเรื่องการทำงานให้ชาว กทม.มากกว่า
พิธีกรได้ถามนางปวีณาว่า ที่ผ่านมากลัวนายชูวิทย์หรือไม่ จึงไม่ออกงานเปิดตัว นายชูวิทย์ชิงพูดขึ้นว่า "ผมไม่ใช่ผีจะมากลัวทำไม" จากนั้นนายชูวิทย์ได้จับมือนางปวีณาเพื่อแสดงถึงการเป็นพันธมิตรที่ดี ในขณะที่นางปวีณาอยู่ในสีหน้าตกใจเล็กน้อย แต่ภายหลังได้ยิ้มแย้มขึ้น และเป็นฝ่ายชูมือนายชูวิทย์ยกขึ้นให้ช่างภาพได้บันทึกภาพ
ต่อมานายชูวิทย์ พร้อมคณะ เดินทางไปยังศาลหลักเมืองเพื่อสักการะเจ้าพ่อศาลหลักเมือง โดยนายชูวิทย์ได้กล่าวคำปฏิญาณว่า จะทำงานเพื่อบ้านเมือง ขอสัญญาว่าจะไม่มีการทุจริต คอรัปชั่น และตัวเขาจะไม่เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น และในวันที่ 15 ส.ค.จะให้ทีมงานรองผู้ว่าฯ ไปสาบานตัวต่อศาลหลักเมือง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายชูวิทย์สักการะศาลหลักเมืองเสร็จ ปรากฏว่าร.ต.อ.เฉลิมและคณะได้เดินทางไปเช่นกัน นายชูวิทย์ได้เข้าไปทักทายและร.ต.อ.เฉลิม ได้กล่าวกับนายชูวิทย์ว่า "ชูวิทย์เป็นคนจริงจัง คนดังรัชดา แต่ผมเป็นคนจริงจัง เป็นคนดังฝั่งธน"
มีรายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้นายธวัชชัย ได้ถอดใจไม่ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.แล้ว แต่ได้รับการทาบทามจากนายชูวิทย์ ให้มาเป็นรองผู้ว่าฯ โดยมีเงื่อนไขว่านายชูวิทย์จะต้องจ่ายเงินค่าลงพื้นที่ที่นายธวัชชัยได้ใช้จ่ายไปแล้ว ประมาณ 5 ล้านบาท แต่ยังไม่มีใครยืนยันข่าวนี้
ปชป.ปลื้ม "อภิรักษ์" สุดเฮงได้หมายเลข 1
นายอภิรักษ์ ผู้สมัครหมายเลข 1 กล่าวถึงการปราศรัยที่ลานอเนกประสงค์ ว่า แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคและตัวเขา รวมทั้งการเปิดทีมบริหารทั้งหมด เพื่อแสดงถึงความพร้อมในการอาสาเข้ามารับใช้ชาวกรุงเทพฯ และหลังจากปราศรัยแล้วจะลงพื้นที่ทุกวัน เพื่อพบปะกับชาวกรุงเทพฯ และจะมีการปราศรัยใหญ่ที่วงเวียนใหญ่ และสวนจตุจักร รวมทั้งปราศรัยย่อยในจุดต่างๆ ด้วย
นายบัญญัติ บรรทัดฐาน หัวหน้าพรรค กล่าวถึงกรณีที่นายอภิรักษ์ จับสลากได้หมายเลข 1 ว่า นายอภิรักษ์ตั้งใจไว้ในตอนต้นว่า ขอให้เป็นหมายเลขตัวเดียวจำง่ายๆ พอได้หมายเลข 1 จึงถือว่าเกินกว่าที่คาดและเป็นเรื่องดี เป็นเบอร์ที่จำง่าย การจับได้หมายเลข 1 ถือว่ายุติธรรมสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเป็นพรรคที่เปิดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง หาเสียงเป็นคนที่ 1 คิดว่า ควรจะได้คะแนนเป็นคนที่ 1 แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคน กทม.
ผู้สื่อข่าวถามถึง กรณีข่าวนายพิจิตต จะลงสมัคร อาจจะมาดึงคะแนนนายอภิรักษ์ ได้ นายบัญญัติกล่าวว่า เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วได้พยายามติดต่อถามข่าวคราว ทราบว่าไปต่างประเทศ ยอมรับว่าเมื่อมีผู้สมัครมากขึ้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่า จะดึงคะแนนกันไป ดึงคะแนนกันมา แต่ในแง่ดีคิดว่าเมื่อผู้สมัครมาก แข่งขันกันมากๆ จะทำให้คนตื่นตัว ออกมาเลือกตั้งกันมาก ประเด็นสำคัญคือ คน กทม.วันนี้จะตัดสินใจเลือกใช้ใครอย่างไร
นางปฏิมา โกษะโยธิน ภรรยานายอภิรักษ์ กล่าวว่า ดีใจและเห็นว่านายอภิรักษ์เป็นคนที่ค่อนข้างจะมีโชค เวลามีการจับสลากอะไรก็มักจะได้รางวัลที่ 1 สมัยอยู่ที่บริษัท เคยจับสลากได้รางวัลที่ 1 มาแล้ว ไม่คิดว่าครั้งนี้จะจับได้อีก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจับสลากได้หมายเลข 1 นางปฏิมาและด.ช.อนรรฆ ได้ยอมให้ทีมงานเขียนหมายเลข 1 ไว้ที่ข้างแก้ม และโพกผ้าสีฟ้าติดหมายเลข 1 และยังติดสติ๊กเกอร์หมายเลข 1 ไว้ที่ด้านหลังเสื้อด้วย
ปชป.เปิดตัวทีมบริหาร กทม.ครบชุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้เปิดตัวทีมงานผู้บริหารกรุงเทพฯ ประกอบด้วยรองผู้ว่าฯ กทม. 4 คน และทีมที่ปรึกษาด้านต่างๆ อีก 6 คน สำหรับทีมรองผู้ว่าฯ คือ 1.นายวัลลภ สุวรรณดี รองผู้ว่าฯ ฝ่ายการศึกษา 2.นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าฯ ฝ่ายการคลัง 3.นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ รองผู้ว่าฯ ฝ่ายโยธา และ 4.พ.ญ.เพ็ญศรี พิชัยสนิธ รองผู้ว่าฯ ฝ่ายสาธารณสุขและสังคม
ส่วนทีมที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. คือ 1.นายสุขพัฒน์ ทองเพ็ง ที่ปรึกษาด้านศาสนา 2.นางผุสดี ตามไท ที่ปรึกษาด้านการศึกษา 3.นางทิชา ณ นคร ที่ปรึกษาด้านสังคมและสตรี 4.นายพรวุฒิ สารสิน ที่ปรึกษาด้านบริหาร 5.นางตรึงใจ บูรณสมภพ ที่ปรึกษาด้านผังเมืองและสิ่งแวดล้อม และ 6. น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ ที่ปรึกษาด้านสาธารณสุข
กอบศักดิ์ แจงเหตุสมัครทันควัน
นายกอบศักดิ์ ชุติกุล ผู้สมัครหมายเลข 14 กล่าวว่า การตัดสินใจลงสมัครครั้งนี้ จากเดิมที่เคยตั้งใจว่าจะเป็นทีมรองผู้ว่าฯ ของ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ รองนายกรัฐมนตรี เพราะจนถึงขณะนี้ มั่นใจแล้วว่า ร.ต.อ.ปุระชัย ไม่ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. แน่นอนจึงได้ตัดสินใจลงสมัคร และเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้หารือกับนายสมัคร และได้รับกำลังใจ รวมทั้งแนะนำให้มาสมัครในวันแรก โดยบอกว่าไม่ต้องห่วงอะไร ให้เป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด จึงเป็นแรงบันดาลใจให้อย่างมาก จึงตัดสินใจในนาทีสุดท้าย เช่นเดียวกับนายสมัครในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ครั้งที่ผ่านมา
นายกอบศักดิ์ ยังได้กล่าวขอบคุณนายสมัคร และพูดถึงข่าวตนจะไม่สมัครหาก ดร.พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าฯ กทม.ลงสมัคร ว่า ในตอนแรกตนไม่แน่ใจ เพราะหากลงสมัคร ทีมงานและนักวิชาการอาจทับซ้อนกัน จึงขอรอดูความชัดเจนก่อน แต่จนถึงวันนี้ผู้ใหญ่หลายคนบอกไม่ต้องรอจึงมาสมัครเลย
นายมานะ มหาสุวีระชัย ผู้สมัครอิสระ หมายเลข 5 กล่าวว่า ไม่อยากใช้คำว่านโยบาย เพราะเราใช้นโยบายกันมาทุกยุคทุกสมัย ทุกคนมีนโยบายเหมือนกัน แต่ปัญหาของ กทม.คือการปฏิบัติ ไม่ใช่นโยบาย ส่วนทีมรองผู้ว่าฯ กำลังดูและคัดเลือกบุคลากรที่มั่นใจว่าทำงานกับตนได้ และคงไม่ต้องปรึกษา พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตผู้ว่าฯ กทม. เพราะท่านปล่อยให้บินเดี่ยวแล้ว โดยบอกว่า ท่านมั่นใจว่าตนจะเป็นผู้ว่าฯ ได้ตั้งแต่อายุ 37 ปี ไม่ใช่ 42 ปี ตอนนี้ ความคิดตกผลึกหมดแล้ว
นายพีระพงศ์ ผู้สมัครหมายเลข 8 ตอบคำถาม กรณีมีคนมองว่า เป็นนักการเมืองรุ่นเก่า และล้าหลังเกินไปสำหรับปัจจุบัน โดยย้ำว่า นักการเมืองรุ่นเก่าหรือใหม่ ให้ไปดูที่วิธีคิด ตนชูเรื่องการศึกษา การปฏิรูปการบริหารท้องถิ่น และเป็นคนแรกที่ทำเรื่องให้ประชาชนมีส่วนร่วม
นายการุญ ผู้สมัครหมายเลข 11 กล่าวว่า จุดเด่นของตนคือสามารถทำงาน กทม.ได้ทันที เพราะเคยทำงานให้กับ กทม.มาแล้ว เป็นรองผู้ว่าฯ สมัย ร.อ.กฤษฎา อรุณวงศ์ ณ อยุธยา และมั่นใจว่าจะได้รับเลือกตั้งเพราะประชาชนจะพิจารณาจากผลงานที่ผ่านมา คือการผลักดันให้ได้รถไฟฟ้าบีทีเอส
ดร.โจรวมกลุ่มมดงานขอมติหนุน
มีรายงานข่าวจากลุ่มมดงาน ของนายพิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าฯ กทม.ถึงความเคลื่อนไหวการเตรียมลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. อีกครั้ง ในวันที่ 27 ก.ค. เวลา 14.00 น.จะมีงานประชุมกลุ่มมดงานภายใต้ชื่อ มดงานคืนรัง เพื่อหารือและวิเคราะห์สถานการณ์ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.โดยกลุ่มมดงานส่วนใหญ่ต้องการให้นายพิจิตต ลงสมัครอีกครั้ง
โดยในการประชุมจะมีการขอมติในที่ประชุมว่าสมควรให้นายพิจิตตลงต่อหรือไม่ พร้อมทั้งหารือถึงความเป็นไปได้ โดยจะเชิญนายพิจิตต เข้าร่วมประชุมด้วย ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวว่า เจ้าตัวตอบรับแล้ว หลังเพิ่งเดินทางกลับจากประเทศสิงคโปร์
มีรายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้นายพิจิตต มีความสนใจต้องการลงสมัครอีกครั้ง แต่ยังมีปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงสมัยเป็นผู้ว่าฯ กทม.โดยเฉพาะการทุจริตหลายโครงการที่เกิดขึ้น เช่น การจัดซื้อที่ดินที่จอดรถขยะเขตบางซื่อ 270 ล้านบาท ที่อนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) ชี้มูลว่ามีความผิด เพราะซื้อราคาสูงเกินจริง ทั้งที่เป็นที่ดินตาบอด จึงต้องการหาทางออกและการเสนอแนวความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในการตัดสินใจลงสมัครอีกครั้ง ซึ่ง ส.ก. ส.ข. สมัยนั้นเชื่อว่าคดีนี้น่าจะหลุดได้ และเพื่อหาคำตอบให้กับคน กทม.
ทั้งนี้ล่าสุด มีรายงานว่า นายพิจิตตได้ให้คนใกล้ชิดไปรับใบสมัครเรียบร้อยแล้ว แต่รอการตัดสินใจอีกครั้งในวันที่ 27 ก.ค.นี้
นายอัศวิน อภัยวงศ์ เลขาธิการกลุ่มมดงาน เปิดเผยว่า ในกลุ่มจะมีการซาวเสียงในที่ประชุมว่า สมควรจะให้นายพิจิตต ลงสมัครอีกครั้งหรือไม่ หลังจากบางส่วนต้องการให้ลงสมัคร แต่สมาชิกของกลุ่มได้แยกย้ายไปทำงานเป็น ส.ก. ส.ข. และบางคนไปสังกัดสมาชิกพรรคการเมืองอย่างหลากหลาย หลังดร.โจ พ้นจากตำแหน่ง ในวันที่ 27 ก.ค.นี้ จึงจะเป็นการรวมตัวของกลุ่มมดงานอีกครั้ง โดยนายพิจิตต จะเข้าร่วมประชุมด้วย พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้เข้ารับฟังด้วย
ห้ามติดป้ายหาเสียงถ.ราชดำเนิน
คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน ปลัด กทม. กล่าวว่า การขออนุญาตใช้สถานที่ของ กทม.ในการปราศรัยหาเสียงของผู้สมัคร ขณะนี้ กทม.ได้อนุญาตไปตามที่ขอมา มีเพียงที่บริเวณสวนจตุจักร (ด้านหน้าถนนพหลโยธิน) ของนายอภิรักษ์ เนื่องจากไม่ได้อยู่ในพื้นที่ประกาศ นอกจากนี้ กทม.จะอนุญาตให้ผู้สมัครปิดป้ายโฆษณาหาเสียงได้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จากเดิมที่ไม่อนุญาตให้ติดตามสถานที่สาธารณะ
สำหรับบริเวณที่ยังคงห้ามไม่ให้มีการปิดป้ายโฆษณาหาเสียง ได้แก่ ต้นไม้ตามสาธารณะ สะพานลอยคนเดิน สะพานลอยรถข้าม รวมทั้งส่วนประกอบทุกส่วนของสะพานลอย สัญญาณไฟจราจร ป้ายราชการ กำแพงหน่วยงานราชการ ถนนรอบพระราชวัง รั้วและแผงเหล็กริมถนน ป้ายหยุดรถประจำทาง ลานพระบรมรูปทรงม้า ถ.ราชดำเนินทั้งสาย และทรัพย์สินเอกชนที่เจ้าของห้ามปิดประกาศ
นอกจากนี้การปิดป้ายประกาศโฆษณาหาเสียงผู้สมัคร ในสถานที่ที่ทางราชการอนุญาต จะต้องไม่ใช้วิธีทากาว แป้งเปียก หรือทา พ่น ระบายสี หรือตอกตะปูเป็นอันขาด ไม่ติดตั้งในลักษณะแขวนเป็นราว รวมทั้งต้องไม่กีดขวางทางสัญจรหรือก่อให้เกิดอันตรายแก่ประชาชนหรือยานพาหนะ หรือปิดบังป้ายและสัญญาณไฟจราจร
เมื่อเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง ผู้สมัครจะต้องจัดเก็บ รื้อถอนแผ่นประกาศโฆษณาหาเสียงออกภายใน 3 วัน หรือภายในเวลาที่สำนักงานเขตท้องที่กำหนด
โพลล์ชี้ "เบอร์" ไม่มีผลกับการเลือกตั้ง
สวนดุสิตโพล สำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในเขตกรุงเทพฯ จำนวน 1,072 คน เป็นชาย 492 คน หรือ 45.89% และหญิง 580 คน หรือ 54.11% สำรวจระหว่างวันที่ 24-25 กรกฎาคม 2547 สรุปผลได้ดังนี้
1.ประชาชนคิดว่า "หมายเลขของผู้สมัคร" มีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่ อันดับที่ 1 ไม่มีผล 79.18% เพราะเลือกที่ตัวบุคคล และนโยบายมากกว่า อันดับที่ 2 มีผลต่อการตัดสินใจ 20.82% เพราะถ้าได้เลขลำดับต้นๆ จะจดจำได้ง่ายกว่า
2.ประชาชนคิดว่า "การสังกัดพรรคการเมืองของผู้สมัคร" มีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่ อันดับที่ 1 มีผล 61.49% เพราะเป็นพรรคที่อยู่ในใจ เพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน อันดับที่ 2 ไม่มีผล 38.51% เพราะขึ้นอยู่กับผลงานของผู้สมัคร ไม่ได้ดูที่พรรค
3.ประชาชนคิดว่า "นโยบายและสโลแกนของผู้สมัคร" มีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่ อันดับที่ 1 มีผล 76.28% เพราะบ่งบอกถึงการทำงาน ว่าจะพัฒนาอะไร บ่งบอกถึงวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำ อันดับที่ 2 ไม่มีผล 23.72% เพราะถึงจะมีนโยบายที่สวยหรู แต่ไม่ได้ทำตามนโยบายก็เท่านั้น
4.ประชาชนคิดว่า "เพศของผู้สมัคร (เพศชาย/เพศหญิง)" มีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่ อันดับที่ 1 ไม่มีผล 75.86% เพราะตอนนี้ผู้หญิงและผู้ชายมีสิทธิเท่าเทียมกันอยู่แล้ว ดูที่ความสามารถมากกว่า อันดับที่ 2 มีผลต่อการตัดสินใจ 24.14% เพราะมองว่าเพศชายมีความเด็ดขาดมากกว่าเพศหญิง
5.ประชาชนคิดว่า "บุคลิกภาพของผู้สมัคร (ความหล่อ/ความสวย)" มีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่ อันดับที่ 1 ไม่มีผล 67.57% เพราะเป็นเพียงแค่ภาพลักษณ์ภายนอกที่อาจจะไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง อันดับที่ 2 มีผล 32.43% เพราะบุคลิกภาพทำให้ดูน่าเชื่อถือได้
6.ประชาชนคิดว่า "ประสบการณ์ในการทำงานของผู้สมัคร" มีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่ อันดับที่ 1 มีผล 78.41% เพราะถ้าไม่มีประสบการณ์ก็อาจบริหารงานไม่ได้ อันดับที่ 2 ไม่มีผล 21.59% เพราะอยู่ที่การกระทำในปัจจุบันมากกว่า
7.ประชาชนคิดว่า "ป้ายโฆษณาในการหาเสียงของผู้สมัคร" มีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่ อันดับที่ 1 ไม่มีผล 52.53% เพราะป้ายโฆษณาเป็นเพียงสื่อด้านเดียว อันดับที่ 2 มีผล 47.47% เพราะเป็นการโปรโมทต่อสาธารณชน ทำให้รู้จักผู้สมัครมากขึ้น
8.คุณสมบัติของ "ผู้ว่าฯ กทม." ที่ประชาชนต้องการคือ อันดับที่ 1 พูดจริงทำจริง แก้ไขปัญหาได้จริงไม่เก่งแต่พูด 51.00% อันดับที่ 2 พัฒนาอย่างจริงจัง เสมอต้นเสมอปลาย ทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม 17.76% อันดับที่ 3 ซื่อสัตย์สุจริต ไม่ทุจริตคอรัปชั่น 14.04% อันดับที่ 4 มีประสบการณ์ มีความรู้ ความสามารถเป็นที่ยอมรับของประชาชน 11.46% อันดับที่ 5 มีคุณธรรมและความเป็นผู้นำในการบริหารงาน 5.74%
9.สิ่งที่ประชาชนอยากฝากบอกกับ "ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม." คือ อันดับที่ 1 ทำให้ได้ตามนโยบายที่ประกาศไว้และรักษาคำพูด 37.06% อันดับที่ 2 ตั้งใจทำงานเอาจริงเอาจัง และจริงใจกับประชาชนทุกคน 31.02% อันดับที่ 3 ให้ความสำคัญกับทุกปัญหาที่เกิดขึ้นและพร้อมที่จะแก้ไข 15.64%
"ชูวิทย์" ชู กทม.นครแห่งความสุขและท่องเที่ยว
นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. กล่าวภายหลังร่วมประชุมกับทีมงานที่พรรคต้นตระกูลไทยว่า ได้แบ่งการรณรงค์หาเสียงเป็น 2 ระยะคือ วันที่ 1-15 ส.ค.จะทำให้คนรู้จักว่านายชูวิทย์ ผู้สมัครหมายเลข 15 ซึ่งยอมรับว่าต้องเหนื่อยมากขึ้น ที่ได้หมายเลข 2 ตัว วันที่ 15-29 ส.ค.จะหาประโยคหนึ่งที่ทำให้ทุกคนจดจำ อย่างไรก็ตาม ตกลงแล้วว่าตนจะมีทีมผู้ว่าฯ กทม. 15 คน ประกอบด้วย ผู้ว่าฯ กทม. 1 คน รองผู้ว่าฯ 4 คน เลขานุการ 1 คน ที่ปรึกษาอีก 9 คน จะนำทีมงานทั้ง 15 คน ไปสาบานต่อหน้าพระแก้ว ว่าจะทำงานให้บ้านเมืองและคน กทม. โดยไม่มีการทุจริตคอรัปชั่น
สำหรับนโยบายภาพรวม มีเป้าหมายทำให้ กทม.เป็นมหานครแห่งความสุขและเป็นเมืองท่องเที่ยว ต้องยอมรับว่า กทม.มีธุรกิจภาคบริการถึงร้อยละ 70 โดยจะทำให้ 50 เขตใน กทม.มีแหล่งท่องเที่ยวและเพิ่มรายได้ให้ชุมชนด้วยการเพิ่มแผนกกิจการค้าสัมพันธ์ เป็นหน่วยงานที่ปรับปรุงให้สินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ มีคุณภาพสูงขึ้น เมื่อนั้นประชาชนก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น
"การหาเสียงใน กทม.จะทำให้ผมมีประสบการณ์อย่างมาก เอาไว้หากิน เอาไว้ทำงานในการเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วไปปีหน้า 50 เขต ผมยืนยันว่าไม่ใช่งานที่เบา เป็นงานที่หนัก การลงทุนหรือกระบวนการต่างๆ จะมีกระบวนการที่ต้องไปจ่าย กระบวนการหัวคะแนน กระบวนการต่อยอดต่อสายไปถึงชุมชนต่างๆ แต่ผมตั้งว่าจะใช้เงินเป็นค่าใช้จ่ายเลือกตั้ง 36.9 ล้านบาท เหลือไว้ 100,000 บาทไว้กลับบ้าน" นายชูวิทย์ กล่าว
ด้านนางลีนา จังจรรจา กล่าวว่า เฉพาะวันสมัครใช้เงินส่วนตัวไปถึง 200,000 บาท ลงทุนจ้างพนักงานมาแต่งชุดเลิศหรูอลังการที่เช่ามาประมาณ 50 ชีวิต และถือป้ายอีกเป็น 100 คน ถือว่าประสบความสำเร็จ และตนมีความมุ่งมั่นในการทำงานให้ กทม.อย่างตั้งใจ ไม่ใช่ไม้ประดับหรือตัวตลกอย่างที่สื่อมวลชนวิจารณ์
มหาจำลองยันคนกรุงตอบรับ "มานะ"
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตผู้ว่ากรุงเทพฯ กล่าวถึงการช่วยหาเสียงให้นายมานะว่า จะหาเสียงในลักษณะที่ไม่มีเงิน โดยพบปะกับบุคคลที่รู้จักและไม่รู้จัก เพื่อให้นายมานะเป็นที่รู้จักของประชาชน แต่ในส่วนตัวของนายมานะ ถือว่ามีความพร้อม เพียงแต่ว่ามีคนรู้จักไม่มากนัก จึงได้พยายามช่วยหาเสียงมาก่อนหน้านี้ ล่าสุดได้รับการติดต่อจาก ส.ข.พรรคไทยรักไทยบางคน ที่พร้อมให้การสนับสนุนนายมานะอย่างเต็มที่
พล.ต.จำลอง ย้ำว่า กระแสขณะนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และตนได้ช่วยหาเสียงใน 2 ส่วนคือ ออกพบปะประชาชนและโทรศัพท์หาเสียงให้ ซึ่งเท่าที่ได้พูดคุย พบว่าคนที่เคยเลือกตนเข้าไปทำหน้าที่ผู้ว่าฯ กทม. มีความพอใจในผลงานของตนในช่วงที่เป็นผู้ว่าฯ กทม.มา 6 ปี ดังนั้น ถ้าตนเสนอใคร คนเหล่านี้จะเชื่อถือและเห็นว่ามีความเหมาะสมจะเป็นผู้ว่าฯ กทม.ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายมานะมีจุดอ่อนที่คนรู้จักไม่มาก จะมีปัญหาในการหาเสียงหรือไม่ พล.ต.จำลอง กล่าวว่า การหาเสียงก็เพื่อทำให้คนรู้จัก ซึ่งระยะเวลา 30 วันเชื่อว่าเพียงพออย่างแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อประชาชนได้เปิดอ่านแผ่นพับของนายมานะ จะสามารถตัดสินใจได้ นายมานะถือว่าเป็นคนที่มีความเข้มแข็งทนแดดทนฝนได้
"เรื่องเงินหาเสียง แม้กฎหมายจะกำหนดให้ใช้เงินได้ไม่เกิน 37 ล้านบาท ผมเห็นว่าผู้สมัครไม่ควรใช้เงินหาเสียงมากเช่นนั้น เพราะเงินเดือนของผู้ว่าฯ กทม.ในช่วง 4 ปี ถ้าไม่ใช้อะไรเลยก็ไม่เกิน 4 ล้านบาท แต่ถ้ามาใช้เงินถึง 37 ล้านบาท ก็ชวนให้คิดว่าร่ำรวยมาจากไหนถึงเอาเงินมาทิ้งถึง 33 ล้านบาท บ่งบอกได้เลยว่าเข้าไปถอนทุนคืนบวกกำไรอย่างแน่นอน เพราะงบ กทม.สูงถึง 30,000 ล้านบาท แต่เราจะหาเสียงโดยใช้เงินให้น้อยที่สุด ตามความจำเป็นเท่านั้น" พล.ต.จำลอง กล่าว
ที่มาจากหนังสือพิมพ์ 
|
||
|
||
|
||
|
||
|
||
|
||
|
||
|
||
|
||
|
||
| ข้อความทีท่านได้อ่านบนเวบเพจนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวบไซด์แห่งนี้ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง และถ้า ท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@mthai.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนิน การทันที ขอขอบพระคุณ |
| Copy Right @
Mtha!.com All right Reserved All comments are welcome at webmaster@mthai.com |
|