ชื่อกระทู้: จุดโทษชี้แชมป์ (เนี่ยนะ?) คอลัมน์ ทุ่งหญ้า X โดย บอ.บู๋
ข้อเขียนวันนี้ไม่มีความเป็นกลางนะครับ ขอบอกไว้ก่อน เพราะถ้าให้เขียนเป็นกลางต่อมจรรยาบรรณขึ้นสมอง ผมคงต้องเสแสร้งกับผู้อ่านประมาณว่า...
แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องโทษตัวเองที่เล่นได้ดีกว่า แต่ดันไม่มีปัญญาทำประตูคู่แข่ง พร้อมกันนี้ต้องขอแสดงความยินดีกับ อาร์เซน่อล ด้วยที่คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ สมัยที่ 10 ได้สำเร็จ แม้รูปเกมจะเป็นรอง แต่ฟุตบอลไม่ใช่ต่อยมวยนี่หว่า ถึงจะมีการชนะคะแนน และอะไรก็เกิดขึ้นได้ในการดวลจุดโทษ...จบ
ผมรู้สึกตงิดๆ ปนประสาทแดกส์มาตั้งแต่นาทีที่ ริโอ เฟอร์ดินานด์ อุตส่าห์ยิงเข้าไปตุงตาข่าย แล้วดันได้รับการปฏิเสธจากผู้ตัดสินแล้วครับ...ว่าสุดท้ายจะเกิดเหตุการณ์คลาสสิกอย่างบัดซบขึ้นใน เอฟเอ คัพ ดรีม ไฟนั่ล ซึ่งส่วนใหญ่ความซวยจะมาตกใส่ทีมที่เสียผลประโยขน์แบบนี้อย่างจัง
ก็ร้อยวันพันปีพี่แก (ริโอ) ไม่เคยทำประตูให้ แมนฯ ยูไนเต็ด สักลูก (นับแต่ย้ายมาจาก ลีดส์ เมื่อ 3 ฤดูกาลที่แล้ว) สู้อุตส่าห์เก็บเยื่อบุพรหมจรรย์ของตัวเองไว้จนถึงนัดสำคัญ ซึ่งมันควรจะเป็นประตูชัยของพลพรรคปีศาจแดงด้วยซ้ำ ถ้าไลน์แมนไม่ตาถั่วทำตัวน่าโดนตบ
เป็นอีกครั้งที่เสน่ห์ของเกมลูกหนัง(คำเรียกที่ดูสวยงามของความผิดพลาดผู้ตัดสิน) ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเคร่งครัดเสียเต็มประดาจนปล้นชัยชนะจาก แมนฯ ยูไนเต็ด ไปอย่างอุกอาจ เพราะจากภาพช้าถึงช้ามาก แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ริโอ เฟอร์ดินานด์ บรรจงกระแทกเกือกกระทุ้งลูกนั้นโดยชวนตัวเองมาจากตำแหน่งที่ไม่ล้ำหน้า
ตัดสินแบบนี้แหละครับที่พวกฝรั่งมักคำรามเป็นสแลงว่า Referee Go Wanker
แปลงโวหารเป็นไทยประมาณ...."พี่ผู้ตัดสินครับ มึงไปเล่นว่าวไป๊....อ้าย....ฟาย!!!"
แต่ก็นะ...บ่อยครั้งที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้รับประโยชน์จากความซื่อบื้อของผู้ตัดสิน มันมิใช่เรื่องแปลกและสมควรยอมรับ
ที่แปลกกว่าคือเมื่อปีศาจแดงถูกซาตานหักหลังกลับไม่ค่อยมีใครพูดถึงความผิดพลาดของผู้ตัดสินสักเท่าไหร่ประหนึ่งมันเป็นเพียงแค่เรื่องธรรมดาสามัญ
ไม่แม้แต่จอมโวยวายอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ดูเหมือนจะยอมรับเวรกรรมโดยไม่ผูกใจเจ็บ
ตรงกันข้าม หากเหตุการณ์คล้ายกันลองเกิดขึ้นกับคู่แข่งของพวกเขาบ้าง
ยกตัวอย่างเช่น การทำลูกทะลักอกข้ามเส้นประตูไป 3 ไมล์ ของ รอย คาร์โรลล์ หรือ จุดโทษที่พวกอสูรแดงได้รับในเกมกับ อาร์เซน่อล ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด
แมนฯ ยูไนเต็ด จะกลายเป็นจำเลยสังคม ข้อหามาเฟียลูกหนังทันที ประหนึ่งพวกแม่-งเพิ่งจะไปฆ่าพ่องใครมาอย่างนั้นแหละ ทั้งที่มันเป็นความผิดของผู้ตัดสินแท้ๆ
แล้วหลังจากประตูอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของ ริโอ เฟอร์ดินานด์ โดนปฏิเสธล่ะ
มันก็อย่างที่เห็นกันทั้งบางนั่นแหละครับว่าเหล่ากุมารแพนด้าเป็นฝ่ายเหนือกว่าอย่าวเป็นเอกฉันท์
ทั้งยินชนเสา ทั้งยิงชนคาน ทั้งโดนเซฟ ทั้งโดนสกัดจากเส้น โดยมีโอกาสทำประตูทั้งหมด 20 ครั้ง เตะมุมอีก 12 ครั้ง มากกว่าคู่แข่งแบบเทียบกันไม่ติด
มีอยู่เพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่พวกเขาทำไม่ได้คือกะซวกไส้ไอ้ปืนโต
นั่นไม่เท่าไหร่ ยิงไม่ได้ก็แค่เสมอ
แต่สุดท้ายที่ตัองมาตัดสินชะตากันด้วยจุดโทษนี่สิ ผมมองว่ามันไม่ต่างจากความ "มักง่าย" ของผู้เป็นเจ้าของถ้วยศักดิ์สิทธิ์อย่างเอฟเอ
ตั้งแต่ เอฟเอ คัพ ก่อกำเนิดขึ้นบนโลกมนุษย์เป็นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ 1872 กระทั่งครั้งล่าสุดเมื่อ 2004 ไม่เคยเลยสักครั้งที่ต้องตัดสินแชมป์อย่างมักง่ายด้วยการดวลจุดโทษ และชัยชนะของ อาร์เซน่อล คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์
นอกจากการจับไม่สั้นไม้ยาว การจับสลากและการเป่ายิงฉุบ....การดวลจุดโทษอาจเป็นทางออกที่ง่ายที่สุดสำหรับช่วงเวลาที่เร่งรัดและต้องการความรวดเร็ว แต่ถ้าถามว่ามันเป็นวิธีที่ถูกต้องสำหรับการหาทีมที่ดีที่สุดด้วยหรือเปล่า?
ขอตอบว่า...ไม่ เพราะมันเป็นวิธีตัดสินแบบรวบรัดเพื่อหาทีมที่ดวงดีที่สุดต่างหาก
เอฟเอ อาจมีเหตุผลสำคัญในเรื่องของ "เวลา" ที่บ่งชี้ว่าทำไม พวกเขาถึงต้องหาแชมป์ผู้ครอบครองถ้วยอันสุดแสนจะวิเศษศักดิ์สิทธิ์เลิศล้ำบรรลัยกัลป์ของตัวเองด้วยการดวลจุดโทษในนัดชิงชนะเลิศ
ถามว่าพวกมึงรีบร้อนมากขนาดนั้นเลยเหรอ?
โปรแกรมตลุยอเมริกาของทีมชาติอังกฤษที่รออยู่ข้างหน้า หรือ ฟุตบอลแก้บนอย่างคอนเฟเดอเรชั่น คัพ ห่...เหวอะไรนั่น มันสำคัญมากถึงขนาดต้องกระทืบศักดิ์ศรีของถ้วยระดับคลาสสิกที่มีอายุยืนยาวนานกว่า 130 ปี ด้วยการยิงจุดโทษแค่นั้นเองหรือ?
ทำอย่างกับ เอฟเอ คัพ มันเป็นแค่ฟุตบอลทัวร์นาเม้นท์กระจอกๆ ทัวร์นาเม้นท์นึงอย่างนั้นแหละ
มันลำบากหรือเสียเวลามากนักหรือครับกะอีแค่จัด "รีเพลย์ แมตซ์" ของนัดชิงชนะเลิศอีกครั้งเหมือนที่เคยปฏิบัติสืบต่อกันมากว่าหนึ่งศตวรรษ หลังจากหาแชมป์ไม่ได้ภายใน 120 นาที
ถ้ามันลำบากหรือเกรงว่าจะเป็นการเสียเวลามากนัก แนะนำให้จัดการดวลจุดโทษชิงถ้วยเอฟเอ คัพ ไปเลยดีกว่า...รวดเร็วดีครับ
นั่นจึงเป็นเรื่องโคตรทุเรศที่ไม่มีการแข่งใหม่สำหรับนัดชิงฯ ทั้งที่ในเส้นทางสู่คาร์ดิฟฟ์ ทั้ง แมนฯ ยูไนเต็ด และ อาร์เซน่อล ต่างก็ผ่านการรีเพลย์ แมตซ์ มาแล้ว และถ้ามันรีบร้อนและลำบากมากขนาดนั้น เอฟเอ ก็ไม่ควรจะเรียกร้องให้ใครต่อใครหันมาให้ความสำคัญกับโทรฟี่ประกาสิทธิ์ใบนี้หรอก
เพราะพวกมึงเองนั่นแหละที่นำความเสื่อมมาสู่เอฟเอ คัพ
ครับ-และผมคงจะไม่ต้องมาเขียนอะไรทำนองนี้หรือต้องทำตัวเหมือนผู้แพ้ที่เลวที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ของทีมที่ตัวเองเชียร์ หาก แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นผู้แพ้ " ในเกม" ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม
ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่เล่นได้เหนือกว่าและสมควรเป็นผู้ชนะ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นผู้ปราชัย (เหมือนที่ อาร์แซน เวนเกอร์ อ้างว่า อาร์เซน่อล ก็เคยประสบเหตุการณ์ลักษณะนี้ในปี 2001 เมื่อพวกเขาพ่าย ลิเวอร์พูล 2 - 1 )
หรือไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่เล่นได้ห่วยกว่าและสมควรจะเป็นผุ้แพ้
ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดๆ มันคือสิ่งที่ต้องยอมรับเนื่องจากทั้งหมดยังเกิดขึ้นในเกม
ดังนั้น ในความหมายของผม แมนฯ ยูไนเต็ด จึงไม่ใช่ทีมที่เล่นดีกว่าแล้วแพ้เหมือนที่ทุกคนพูดถึงหลังจบเกม
แมนฯ ยูไนเต็ด คือทีมที่เล่นดีกว่า แต่ทำได้เพียงแค่เสมอกับคู่แข่งเท่านั้น หาใช่ทีมที่เล่นดีกว่าแต่เป็นผู้แพ้อย่างที่ใครหลายใครพูดกัน
ส่วนไอ้ที่เสียแชมป์ เนื่องเพราะยิงจุดโทษสู้คู่ต่อสู้ไม่ได้ต่างหาก (ทำไมถึงยิงจุดโทษสู้ไม่ได้ ดูเอาในล้อมกรอบ)
แล้วบังเอิญเหลือเกินที่ไอ้ผู้จัดการแข่งขันมันดันเพิ่งมาเปลี่ยนกฏกติกาแบบักง่ายว่าหากเสมอกันใน 120 นาที ต้องดวลจุดโทษตัดสินหาผู้ชนะทันที โดยไม่มีการรีเพลย์
ฉะนั้น "แฟนผี" ทุกหมู่เหล่า กรุณาโปรดทราบว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ก็แค่ยิงจุดโทษสู้ทางฝั่ง อาร์เซน่อล ไม่ได้เท่านั้นเอง
เพียงแต่การแพ้จุดโทษครั้งนี้ ดันหมายถึงการสูญเสียถ้วยรางวัลไปด้วย....ซวยฉิบหาย
บ่อยครั้งที่ฟุตบอลมันก็โหดร้ายและทารุณจิตใจแบบนี้แหละ
"บอ.บู๋"
คอลัมน์ ทุ่งหญ้าx
นสพ.สตาร์ซ้อกเก้อร์ ฉบับวันอาคารที่ 24 พ.ค. 2548
เพื่อนๆ อ่านแล้วรู้สีกไงมั่งอ่ะ
โดย : x.
อีเมล์ : mirano@hotmail.com
วันที่ : 2005-05-24 14:50:49